“อืม ท่านรองต้วนผู้เลื่องชื่อไปทั่วราชวงศ์ต้าเจิ้ง ย่อมไม่เต็มใจสละตำแหน่ง ทว่าก็คงพลิกแพลงอะไรไม่ได้มากนัก”
หลินเฟิงคิดว่า ต่อให้มีแผนร้ายกลอุบายใด ๆ เมื่ออยู่ต่อหน้ากำลังอันแข็งแกร่งก็ล้วนไร้ความหมาย ไม่จำเป็นต้องกังวลให้มากความ
ดวงตาของต้วนจิ่งชิวเปล่งประกาย “เมื่อมีท่านหมอมู่ชวนอยู่ ข้าก็คิดว่าท่านรองต้วนคงได้แต่ทำตามคำสั่งอย่างว่าง่าย”
“ไปกันเถิด เก็บข้าวของแล้วมุ่งหน้าไปลั่วเฉิงเพื่อรับตำแหน่ง”
ต้วนจิ่งชิวพยักหน้ารับ พลางเรียกสาวใช้และแม่นมให้เตรียมสัมภาระ
ทั้งสองขี่ม้าตัวสูงใหญ่ นำหน่วยองครักษ์กลุ่มหนึ่งออกจากประตูเมือง มุ่งหน้าไปยังนอกเมือง
เมืองประจำแคว้นลั่วซีอยู่ห่างจากลั่วเฉิงไม่ถึง 400 ลี้ หากควบม้าเต็มกำลัง วันเดียวก็ไปถึง
แต่พวกเขามีเวลาถึง 2 วัน จึงไม่จำเป็นต้องเร่งร้อนนัก
หลังจากพวกเขาออกจากเมืองมาได้ครึ่งวัน ขบวนคนกว่าสามสิบคนกลับถูกขวางไว้บนถนนหลวง
ชายฉกรรจ์สองคนแต่งกายด้วยชุดเกราะครบครัน ยืนขวางกลางถนนอย่างองอาจ ศีรษะสวมหมวกสานปิดบังใบหน้า มือถือดาบม้าชี้เฉียงลงพื้น เฝ้ารอขบวนม้าของหลินเฟิงอย่างเงียบงัน
องครักษ์สองคนของตระกูลต้วนที่อยู่หน้าสุดเห็นคนขวางทาง จึงรีบส่งสัญญาณเตือนผู้ที่อยู่ด้านหลังว่ามีศัตรู ก่อนจะรั้งบังเหียน รอคำสั่ง
องครักษ์อีกยี่สิบกว่าคนควบม้าเข้ามาทันที คุ้มกันต้วนจิ่งชิวและหลินเฟิงไว้ตรงกลาง พร้อมขึ้นสายธนูเล็งไปยังชายฉกรรจ์ทั้งสอง
ชายฉกรรจ์ที่ยืนขวางกลางถนนจึงเงยหน้าขึ้น เผยให้เห็นใบหน้าที่ฉายแววพร้อมตาย
หลินเฟิงกับต้วนจิ่งชิวมองไปอย่างประหลาดใจ ก่อนจะพบว่าทั้งสองคือซ่งเฉินกับสวี่ชี
“หัวหน้าโจรทั้งสองมามอบตัวหรือ?”
เมื่อมีมู่ชวนอยู่ข้างกาย ต้วนจิ่งชิวจึงไม่หวั่นเกรงภาพอันน่าข่มขวัญเบื้องหน้า นางเอ่ยถามอย่างสงบนิ่ง
