ลั่วอวิ๋นเฟยกับจ้าวเจิงเคยลอบหารือเรื่องนี้กันมาก่อน หากยึดนครหลวงได้แล้ว หลังอ๋องฝูชิงบัลลังก์สำเร็จ
กองทัพผ้าโพกหัวดำกับสมาคมผ้าโพกหัวดำจะจัดการอย่างไร?
ถึงตอนนั้นย่อมเกิดข้อพิพาทขึ้นอีกคราอย่างเลี่ยงไม่พ้น
ลั่วอวิ๋นเฟยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มเอ่ยว่า “เช่นนี้เป็นอย่างไร ทางข้าส่งคนไป 20,000 นาย ส่วนแม่ทัพชิวส่งเพียง 10,000 นายก็พอ”
ชิวเจี้ยได้ฟังก็ตอบรับอย่างไม่ลังเล
หารู้ไม่ว่าลั่วอวิ๋นเฟยเองก็เล่นเล่ห์อยู่เช่นกัน
พื้นที่เจิ้นซีทั้งห่างไกลและแห้งแล้ง จะมีกองกำลังชั้นดีได้สักเท่าใดกัน?
หากส่งกำลังพลไปมากกว่า ทางนี้ก็ย่อมให้กองทัพผ้าโพกหัวดำรับหน้าที่โจมตีหลักได้มากขึ้น
คน 20,000 นายที่ส่งไปนี้ไม่ต่างอะไรกับการไปพักผ่อน
ทั้งสองตกลงแผนการกันเรียบร้อย ต่างก็ส่งคนไปคัดเลือกกองกำลังของตน
ณ เมืองเจิ้นซี หลินเฟิงรวบรวมกำลังพลได้ 30,000 นาย ตั้งค่ายอยู่ในค่ายทหารนอกเมือง
การยกทัพไปยังนครหลวงต้าจงครานี้ หลินเฟิงบัญชาการด้วยตนเอง
ราชสำนักแต่งตั้งหลินเฟิงเป็นแม่ทัพใหญ่เจิ้นซี บรรดาผู้ใต้บังคับบัญชาของเขาย่อมได้รับตำแหน่งสูงขึ้นตามไปด้วย
หวังเฉียนเลื่อนตำแหน่งเป็นแม่ทัพม้า
หูจิ้นไฉเลื่อนตำแหน่งเป็นแม่ทัพปราบศัตรู
หลี่ตงไหลเลื่อนตำแหน่งเป็นแม่ทัพฝู่จวิน
หลินเฉี่ยวเม่ยเลื่อนตำแหน่งเป็นแม่ทัพพิทักษ์
จางฉางโหย่เลื่อนตำแหน่งเป็นแม่ทัพเจิ้นจวิน
เว่ยเป้าเป็นแม่ทัพม้าตระเวน ตำแหน่งเทียบเท่ากัน
เซี่ยจ้งเป็นแม่ทัพรถศึก
ฉู่เจียวเป็นจงหลิ่งจวิน (แม่ทัพคุมทัพกลาง)
หลี่หู่เลื่อนจากผู้ตรวจการเป็นทงพ่านแห่งจวนตูฮู่เจิ้นซี
คนอื่น ๆ ต่างก็ได้รับบำเหน็จแต่งตั้งตามสมควร
แม่ทัพใต้บังคับบัญชาของแต่ละกองกำลังจะได้รับการเสนอชื่อจากหัวหน้าของตน แล้วจึงแต่งตั้งอีกครั้ง
