ทหารนายหนึ่งปลดม้าออกจากรถ แล้วจูงไปไว้ไกลๆ
ไม่นานนัก นอกรประตูทิศใต้ของเมืองปาหลิน รถศึกขนาดใหญ่และหนักอึ้งสิบคันก็จอดเรียงอยู่
ข้างรถศึกแต่ละคันมีทหารยืนอยู่เจ็ดถึงแปดนาย ต่างทำหน้าที่ของตน เตรียมระดมยิงประตูเหล็กสองบานที่อยู่ในช่องประตูเมือง
ผู้คนบนกำแพงเมืองยังมิได้จากไป ว่านเหยียนอู๋จี๋และคนอื่นๆ ต่างจับตาดูกองทัพเจิ้นซีที่กำลังวุ่นวายอยู่เบื้องล่างอย่างตึงเครียด
ของสิ่งนี้พวกเขาเคยได้ยินเพียงชื่อ แต่ไม่เคยเห็นมาก่อน ยิ่งไม่เคยเห็นฉากยิงถล่มด้วยตาตนเอง
ได้ยินว่ามันน่าสะพรึงขวัญยิ่งนัก วันนี้นับว่าได้สัมผัสด้วยตนเองแล้ว
ทั้งสองฝ่ายต่างไม่อาจคาดเดาผลได้ ทว่าต่างก็รู้ดีว่าประตูเหล็กตรงหน้า คือปราการด่านสุดท้ายที่กั้นขวางคู่ศึกเอาไว้
หากกองทัพเจิ้นซียิงประตูบานนี้ไม่พัง สงครามครั้งนี้ก็อาจจางหายไปกับสายลม
กองทัพเจิ้นซีที่รุกลึกเข้ามาเพียงลำพังจะถอยกลับไป แล้วหาหนทางอื่นต่อ
ราชสำนักเที่ยเจินก็จะคลายแรงกดดันลงชั่วคราว จัดกำลังพลขึ้นใหม่ รอวันกลับมาสู้ศึกอีกครา
แต่หากวันนี้กองทัพเจิ้นซียิงประตูเมืองปาหลินพังลงได้ วันสุดท้ายของราชสำนักเที่ยเจินก็จะมาถึง
พวกเขารู้ดีว่าทหารชั้นยอดหนึ่งหมื่นนายในเมือง ไม่อาจต้านทานการโจมตีของกองทัพเจิ้นซีสองหมื่นนายที่อยู่นอกเมืองได้
ภายในวังหลวง ว่านเหยียนอู้เฟิงเองก็ชะเง้อคอ รอคอยผลลัพธ์ด้วยความตึงเครียด
เขาสั่งให้คนเตรียมทรัพย์สินสำคัญทั้งหมดไว้แล้ว อีกทั้งยังจัดทหารคุ้มกันกลุ่มหนึ่งไว้ที่ประตูทิศเหนือของเมืองปาหลิน
ขอเพียงประตูเมืองพังลง เขาก็จะเป็นคนแรกที่หนีออกจากประตูทิศเหนือ
