“ศึกครั้งนี้เป็นการปะทะกับคนเถื่อนอย่างดุเดือด เราสูญเสียไม่น้อย มีผู้เสียชีวิต 5,130 คน บาดเจ็บอีกกว่า 18,200 คน”
หลินเฟิงสูดลมหายใจเย็นเยียบ ฟังแล้วปวดฟันขึ้นมา
“เหตุใดถึงรบกันจนเป็นเช่นนี้?”
“ท่านแม่ทัพ กลางทุ่งโล่งไร้กลอุบาย ต่างฝ่ายต่างบุกเข้าปะทะกันตรง ๆ ได้ชัยชนะเช่นนี้ก็นับว่ายิ่งใหญ่แล้ว ท่านลองดูเถิด เพียงสามสนามรบที่เก็บรวบรวมศพคนเถื่อนกับผู้บาดเจ็บสาหัสจนหนีไม่ไหว ก็มีมากถึงหนึ่งหมื่นห้าพันกว่าคนแล้ว”
หลินเฟิงส่ายหน้า “บัดซบ หนึ่งต่อสาม หวังเฉียนรบศึกนี้ได้ไม่ดีนัก”
เผยชีอินเกลี้ยกล่อมว่า “ท่านแม่ทัพ ลองคิดดูเถิด คนเถื่อนไม่โจมตีเมือง เพียงต้องการเข่นฆ่าและวางเพลิงตามหมู่บ้านกับตำบล ทั้งยังเคลื่อนกำลังไม่เป็นที่เป็นทางและรวดเร็วมาก ยากจะใช้วิธีอื่นสกัดขวางได้ มีแต่ต้องปะทะกันตรง ๆ เท่านั้น”
“ดาบเหล็กกล้าที่ข้าหลอมให้ยังไม่แข็งแกร่งพอหรือ? เกราะไม่แน่นหนาหรือ? หน้าไม้ไม่คมกริบหรือ? แล้วม้าศึกเล่า มิใช่ว่าดีที่สุดแล้วหรือ?”
หลินเฟิงอึดอัดคับข้องใจ อยากระบายออกมาสักหน่อย
เผยชีอินพยายามเกลี้ยกล่อมเต็มที่ “ท่านแม่ทัพ ทหารม้าศึกของคนเถื่อนไม่ใช่ทัพกบฏ ความสามารถในการรบบนหลังม้าไร้ผู้ใดเทียบได้ใต้หล้า ข้าคิดว่าแม่ทัพหวังเฉียนทุ่มเทสุดกำลังแล้ว”
หลินเฟิงทำหน้าขรึม ชี้ไปยังประตูเมืองปาหลินอันสูงใหญ่
“ให้ถ่งหลิ่งกองปืนใหญ่มาดู อีกประเดี๋ยวข้าจะสั่งให้ยิงถล่มเต็มกำลัง”
เฉิงเหลียงโบกมือทันที สั่งให้นายกองส่งสารวิ่งไปถ่ายทอดคำสั่ง
เผยชีอินเตือนอย่างระมัดระวัง
“ท่านแม่ทัพ ต่อให้เรายิงประตูเมืองเปิดได้ ก็ต้องระวังให้ดี ภายในเมืองแห่งนี้เต็มไปด้วยกองกำลังชั้นยอดของเผ่าเที่ยเจิน เกรงว่าคงต้องสูญเสียไม่น้อย”
