หลินเฟิงเหนื่อยล้าอย่างยิ่ง แม้เวลาจะผ่านไปไม่นาน แต่กลับสูญเสียพละกำลังทั้งกายใจไปแทบทั้งหมด ยอดฝีมือประมือกัน ต่อให้มีเวลาเพียงครึ่งชั่วยาม ก็เหน็ดเหนื่อยราวกับต่อสู้มาหลายวัน
ทว่าเมื่อขจัดเรื่องค้างคาใจอย่างนักพรตเจินจั๋วได้แล้ว หลินเฟิงกลับรู้สึกผ่อนคลายยิ่งนัก ครั้นอารมณ์เบิกบาน เขาก็หลับยาวจนตะวันสายโด่ง
เสียงเคาะประตู “ปัง ๆ ๆ” ปลุกหลินเฟิงให้ตื่นขึ้น
หลินเฟิงลุกไปเปิดประตู พบว่าเป็นเฉียวจวี้ซาน ร่างกายของเจ้าหมอนี่ใหญ่โต แรงก็มีมาก แม้แต่เคาะประตูก็แทบจะทุบจนพัง
เมื่อเฉียวจวี้ซานเห็นหลินเฟิง ก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่อย่างโล่งอก
“เฮ้อ แม่ทัพไม่เป็นไรก็ดีแล้ว ขบวนรถม้ารอพวกเราอยู่”
“ดีแล้ว เก็บข้าวของแล้วออกเดินทางกัน”
หลินเฟิงตอบอย่างไม่อ้อมค้อม ไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรกับเขาให้มากความ จึงเดินออกจากห้องไปทันที ปล่อยให้เฉียวจวี้ซานเก็บสัมภาระของตน
ขบวนพ่อค้าเดินทางออกจากประตูทิศตะวันตกของเมืองชายแดน ข้ามสะพานชัก แล้วมุ่งเข้าสู่ทุ่งกว้าง
หลินเฟิงคล้ายสัมผัสบางอย่างได้ จึงหันกลับไปมองด้านหลัง บนกำแพงเมืองสูงตระหง่านของเมืองชายแดน มีเงาร่างหนึ่งยืนอยู่หน้าหอประตูเมือง มองส่งพวกเขาจากไปอย่างเงียบงัน
หลินเฟิงรู้ว่าคนผู้นั้นเป็นใคร
ครึ่งปีก่อน หลินเฟิงมีคำสั่งให้ฉินฟางซึ่งกำกับการขุดคลองชลประทานอยู่ที่เมืองหยินโจวของซีเซี่ย ย้ายกลับมายังเมืองชายแดนเพื่อรับตำแหน่งแม่ทัพใหญ่รักษาเมือง
นับเป็นการให้อภัยฉินฟางต่อความผิดพลาดที่เกิดจากความลังเลก่อนหน้านี้
เมืองชายแดนเป็นที่ตั้งทัพของฉินจง บิดาของฉินฟาง ผู้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่แห่งทหารประจำเมือง ในอดีตเขาเคยช่วยเหลือหลินเฟิงไว้มาก
