“เหลวไหล! พวกที่มีแต่คนสุขสบายจนไม่เคยลำบากเช่นนั้น เชื่อหรือไม่ว่าอาศัยทหารม้าเพียง 1,500 นาย ข้าก็โค่นพวกมันได้!”
“เอาเถิด ข้าเชื่อ ข้าเชื่อแล้ว ยังไม่พออีกหรือ”
เผยชีอินประหนึ่งกำลังกล่อมเด็ก นางยกถ้วยชามาถือไว้ตรงหน้าหลินเฟิง
รายงานศึกทั้งปวงล้วนผ่านมือเผยชีอิน
นางย่อมรู้จักกองกำลังนี้เป็นอย่างดี
รวมถึงเรื่องตลกที่จ้าวเฟิ่งชุนสั่งการให้ล่อศัตรูเข้ากับดัก แล้วยุแยงให้แตกคอกัน
เพียงเรื่องนี้ก็เพียงพอจะบ่งบอกแล้วว่าค่ายองครักษ์ใกล้ชิดมีฝีมือรบต่ำต้อยเพียงใด
แม้อ๋องรุ่ยกับจ้าวเฟิ่งชุนจะไม่ยอมเอ่ยถึงเรื่องนี้ ทั้งยังออกคำสั่งห้ามแพร่งพราย
แต่จะปิดปากผู้คนมากมายได้อย่างไร เหล่าทหารที่ร่วมออกจากเมืองไปก่อนหน้านี้ ต่างนำเรื่องนี้ไปเล่าขานเป็นเรื่องขบขันนานแล้ว
วันรุ่งขึ้น หลินเฟิงนำหน่วยองครักษ์ 200 นายเข้าเมืองอีกครั้ง
จุดหมายคราวนี้คือที่ประทับของจักรพรรดิจ้าวเจิ้น ซึ่งเป็นเพียงเรือนหลังใหญ่หลังหนึ่ง
เมื่อทุกคนมาถึงซุ้มประตูสูงใหญ่ ก็เห็นทหารองครักษ์หลวงยืนเรียงรายอยู่รอบเรือน เฝ้าระวังอย่างเข้มงวด
หลินเฟิงกับพวกยังอยู่ห่างจากเรือนกว่าร้อยก้าว ก็ถูกทหารองครักษ์หลวงขวางไว้
ทหารองครักษ์หลวงหลายสิบคนยื่นทวนออกมา ชี้ไปยังหลินเฟิงและพวกที่ขี่ม้าอยู่ พร้อมตะโกนสั่งให้ลงจากม้าและวางอาวุธ
เฉิงเหลียงกับเวินเจี้ยนทำท่าจะลงมือทันที แต่หลินเฟิงยกมือห้ามไว้
ทหารในค่ายองครักษ์ใกล้ชิดหลายคนแม้เคยได้ยินชื่อหลินเฟิง แต่กลับไม่รู้จักหน้าตาเขา
“ไปเรียกหัวหน้าพวกเจ้ามา”
เฉิงเหลียงตวาด
