หลินเฟิงกล่าวพลางกวาดตามองทุกคน
“โดยเฉพาะผู้บัญญัติกฎหมาย ยิ่งต้องรู้กฎหมายและปฏิบัติตาม มิฉะนั้นมิเท่ากับหลอกลวงตนเองหรือ”
“ท่านแม่ทัพกล่าวเช่นนั้นก็ถูก ทว่าในความเป็นจริง อำนาจจักรพรรดิอยู่เหนือทุกสิ่ง ใต้หล้าล้วนเป็นแผ่นดินของราชวงศ์ ผู้คนทั่วหล้าล้วนเป็นข้าราชบริพารของราชวงศ์ หากราชวงศ์สังหารชาวบ้านสักคน ก็ย่อมเป็นเพราะชาวบ้านผู้นั้นรนหาที่ตายเอง”
อู๋รั่วหลินโต้แย้ง
หลินเฟิงหัวเราะเย็นชา “ใต้เท้าอู๋ หากจะใช้เหตุผลเช่นนี้ เช่นนั้นจ้าวเจิงยกทัพก่อกบฏ บีบให้จ้าวเจิ้นหลบหนี หรือไม่ก็ตายอยู่ที่อื่น นั่นก็เป็นเพราะจ้าวเจิ้นรนหาที่ตายเองหรือ?”
อู๋รั่วหลินอ้าปากค้าง ไม่กล้าตอบ
หลินเฟิงกล่าวต่อ “หากข้าหลินเฟิงไม่รับจ้าวเจิ้นไว้ ปล่อยให้เขาตกระกำลำบากอยู่กลางป่า เช่นนั้นก็เป็นเพราะจ้าวเจิ้นก่อกรรมทำเข็ญเองใช่หรือไม่?”
“หากปกครองบ้านเมืองเช่นนี้ ยังต้องรอให้ผู้อื่นก่อกบฏอีกหรือ? ไม่ต้องทำอะไร บ้านเมืองก็พังพินาศด้วยตัวเองแล้ว”
อู๋รั่วหลินไร้คำโต้แย้ง
หลินเฟิงถอนหายใจ “เรื่องนี้เจ้าอย่าเข้ามายุ่ง พรุ่งนี้ข้าจะไปพบจ้าวเจิ้น ดูว่าแท้จริงแล้วเขาอยากมีชีวิตเช่นไร”
“ขอรับ ท่านแม่ทัพ”
อู๋รั่วหลินเป็นคนฉลาด ย่อมรู้ดีว่าในยามนี้ ผู้ใดกุมอำนาจทหาร ผู้นั้นย่อมเป็นผู้ตัดสิน อำนาจจักรพรรดิและเหล่าขุนนางเชื้อพระวงศ์ ล้วนเป็นเพียงเมฆหมอกที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
หลินเฟิงในยามนี้ แม้เป็นเพียงสามัญชนไร้ยศ ไม่มีตำแหน่งใดที่ราชสำนักแต่งตั้ง ทว่ากลับกุมกองทัพอันดับหนึ่งใต้หล้าอย่างกองทัพเจิ้นซีไว้ในมือ
