รุ่งเช้าวันถัดมา มีคนผู้หนึ่งยืนรออยู่หน้าประตูวังหลวงด้วยท่าทีร้อนใจ
เขาคือใต้เท้าเว่ยตง จิงจ้าวอิ่น (ผู้ว่าราชการนครหลวง) ผู้รับผิดชอบคดีอาญาในนครหลวง ยามเหม่าเพิ่งเริ่มต้นก็ได้รับรายงานจากลูกน้องว่า ใต้เท้าหลินชุนสุ่ย ขุนนางผู้รับผิดชอบงานต่อเรือของกงปู้ (กรมโยธา) ถูกคนลักพาตัวไป
ชื่อของอัตสึมิ ฮารุมิในราชวงศ์ต้าเจิ้งก็คือหลินชุนสุ่ย
ทีแรกเว่ยตงไม่ค่อยเชื่อนัก เพราะฝ่าบาททรงกำชับเขาเป็นพิเศษให้ดูแลความปลอดภัยของใต้เท้าหลินชุนสุ่ยอย่างเข้มงวด
หลายปีมานี้บ้านเมืองสงบเรียบร้อยมาโดยตลอด เรือนหลังนั้นเงียบสงบยิ่ง
ยิ่งไปกว่านั้น บริเวณที่ตั้งเรือนหลังนั้นล้วนเป็นจวนขุนนางใหญ่ ทั้งยังเป็นเขตที่มีการป้องกันอย่างเข้มงวด โจรผู้ร้ายแทบไม่มีใครกล้าก่อเรื่องในที่แห่งนี้
เรื่องนี้สำคัญยิ่ง เว่ยตงจึงเร่งเดินทางไปยังเรือนหลังเล็กที่คุ้นเคย
เพราะฝ่าบาททรงกำชับ ทั้งเขายังเคยไปตรวจตราที่นั่นหลายครั้ง แม้เรือนจะเล็ก แต่กำแพงสูงตระหง่าน มีทหารรักษาเมืองลาดตระเวนอยู่หนาแน่น
เมื่อเข้าไปในเรือน เว่ยตงพบว่าทุกอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แม้แต่ในห้องนอนของใต้เท้าหลินชุนสุ่ย สุราและอาหารยังวางอยู่บนโต๊ะโดยไม่มีผู้ใดแตะต้อง
จอกสุราที่รินไว้เต็มเปี่ยมไม่หกออกมาแม้แต่หยดเดียว
มีเพียงองครักษ์หลายคนด้านนอกห้องที่ถูกของทื่อฟาดศีรษะจนหมดสติ
ยามนี้พวกเขาฟื้นขึ้นมาแล้ว ทว่ายังคงมีสีหน้ามึนงง ไม่รู้ว่าเกิดเรื่องใดขึ้น
สาวใช้และหญิงรับใช้ในเรือนก็หมดสติไปสี่คน ล้วนถูกบีบคอจนขาดอากาศหายใจ
มีเพียงหญิงรับใช้วัยกลางคนคนหนึ่งที่เล่าว่าเห็นเงาดำร่างหนึ่ง สูงใหญ่กำยำ
เว่ยตงออกคำสั่งทันที ให้ค้นหาทั่วทั้งเมืองเพื่อตามหาร่องรอยของใต้เท้าหลิน
