หลินเฟิงตวาด
“น่าขันนัก หรือข้าต้องเก่งกว่าทหารทุกนายในกองทัพเจิ้นซีด้วยหรือ?”
คนในห้องต่างกะพริบตาปริบ ๆ ผ่านไปครู่หนึ่ง ฉู่เจียวจึงพึมพำว่า
“อืม...ข้ายังไม่เห็นมีใครสู้ท่านได้จริง ๆ”
หลินเฟิงจนใจ นี่เป็นความจริงเสียด้วย เขายกนิ้วแตะขมับตนเอง
“เจ้าต้องใช้สิ่งนี้ ทำให้ผู้อื่นยอมรับด้วยเหตุผล ทหารทำตามคำสั่งเป็นหน้าที่ มิใช่ใครเก่งกว่าก็ต้องเชื่อฟังคนนั้น”
ฉู่เจียวเคยภาคภูมิใจว่าตนมีวรยุทธ์เหนือกว่าผู้อื่นมาโดยตลอด ใครจะคิดว่าจะมีคนเก่งกว่านางปรากฏขึ้น ทำให้นางยอมรับไม่ทันอยู่ชั่วขณะ
นางกับกงซานเผ่าร่วมมือกันสองคน ยังพ่ายแพ้ให้เฉียวจวี้ซาน
พละกำลังของเจ้าหมอนั่นมากมายเกินไป ราวกับมิใช่มนุษย์ ไม่กล้าปะทะกับเขาซึ่งหน้าเลยด้วยซ้ำ
“ท่านย้ายเขาไปที่อื่นเถิด ข้าไม่อยากเห็นหน้าเขา”
ฉู่เจียวเริ่มเอาแต่ใจแล้ว
หลินเฟิงเกลี้ยกล่อมอย่างอดทน
“เจ้าหนุ่มนี่เหมาะกับงานของพวกเจ้าที่สุดแล้ว หากไม่ให้ทำงานนี้ จะให้ไปที่ใดอีก?”
“ข้าไม่สน ข้าแค่ไม่อยากเห็นเขา”
ฉู่เจียวยื่นปาก ทำท่าทางเอาแต่ใจอย่างชัดเจน
“เช่นนั้นเจ้าก็หาที่เหมาะ ๆ ให้เขาสิ”
หลินเฟิงเองก็ยังคิดไม่ออกว่าจะให้เฉียวจวี้ซานไปทำอะไรดี ฝีมือการต่อสู้ของคนผู้นี้สูงส่ง เหมาะกับการบุกทะลวงแนวหน้าเป็นที่สุด
ฉู่เจียวกลอกตาไปมา “เขาเคยบอกว่าคนที่เขานับถือที่สุดคือท่าน ให้เขาติดตามท่านก็สิ้นเรื่อง”
หลินเฟิงครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนพยักหน้า “ได้ ให้เขามารายงานตัวกับข้า”
ค่ายทหารเกราะหนักเป็นไพ่ตายของเขา ส่วนฉู่เจียวเป็นหัวหน้าค่าย ทำหน้าที่ได้ดีเยี่ยมมาโดยตลอด
