แม้ไม่มีผู้ใดขัดขวาง แต่ข่าวที่ป๋อหนานจื่อเข้าเมืองก็ถูกรายงานมาถึงหลินเฟิงเป็นคนแรก
ยามนี้หลินเฟิงกำลังทุ่มเทค้นคว้าอัลลิซินของตน
สิ่งนี้ต้องใช้อุปกรณ์ “ล้ำสมัย” อย่างเทอร์โมมิเตอร์ หลอดแก้วทดลอง ภาชนะปลอดเชื้อ และอื่น ๆ
งานเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่หลินเฟิงยังทำไม่ได้ในขณะนี้
เขาจึงได้แต่ขบคิดว่าจะใช้อะไรมาทดแทน
ต่อให้ผลิตอัลลิซินที่มีประสิทธิผลออกมาได้ ก็ยังต้องบรรจุในภาชนะปิดสนิท
ทั้งยังมีปัญหาเรื่องอายุการเก็บรักษาสั้น และค่าใช้จ่ายในการขนส่งสูง
หลินเฟิงครุ่นคิดจนแทบเกาหนังศีรษะถลอก ก็ยังนึกวิธีดี ๆ ไม่ออก
กำลังกลัดกลุ้มอยู่ ก็ได้ยินคนมารายงานว่าป๋อหนานจื่อผู้นั้นปรากฏตัวในป้อมอีกแล้ว
หลินเฟิงแสยะยิ้ม “ตาเฒ่านี่อดทนไม่น้อยจริง ๆ ผ่านไปตั้งนานกว่าจะมา”
ไป๋จิ้งอยู่ข้างกายเขาตลอด เมื่อเห็นเช่นนั้นก็พลอยยิ้มตาม
“เขารอน่าเริ่นกลับมาไม่ไหว ย่อมต้องมาหยั่งเชิงอีกครั้ง พวกเราจะทำอย่างไรดี?”
หลินเฟิงครุ่นคิด “ตาเฒ่านั่นไม่มีเงินแล้ว ต้องให้เขาไปหาเงินมาให้ได้ มิเช่นนั้นต้องรับมือผู้อาวุโสเช่นนี้ พวกเราก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร”
ไป๋จิ้งถอนหายใจ “เฮ้อ เผ่าคู่ลั่วก็โชคร้ายนัก ไยต้องเข้ามาพัวพันจนประสบเคราะห์เช่นนี้ด้วย”
“สงครามก็เป็นเช่นนี้ ช่วงแรกที่คนเถื่อนบุกเข้ามา พวกมันรุกคืบประหนึ่งผ่าลำไผ่ ปล้นทรัพย์สินจากต้าจงไปมากมาย เผ่าคู่ลั่วเองก็คงได้ส่วนแบ่งไม่น้อย ข้าจะต้องให้พวกมันคายออกมาให้หมด”
หลินเฟิงกล่าวเสียงเย็นชา
“พี่ชาย พวกเราบุกไปชิงกลับมาเสียก็สิ้นเรื่อง”
ไป๋จิ้งเองก็เด็ดขาดเช่นกัน
หลินเฟิงพยักหน้า “วันนั้นย่อมมาถึง รอให้ข้ารวมเจิ้นซีเป็นหนึ่งได้ก่อน แล้วค่อยถึงคราวพวกมัน”
