หน้าค่ายรั้วไม้ของกองกำลังเผ่าคู่ลั่วแห่งน่าเริ่น สะพานชักถูกชักขึ้นไปกลางอากาศ ประตูค่ายปิดสนิท บนค่ายรั้วไม้ปักคบเพลิงไว้หลายดวง เปลวไฟริบหรี่ ส่องแสงเหลืองนวลอย่างอ่อนแรง
เสียงกีบม้าของกองทัพชิงสุ่ยที่ตามมาจากด้านหลังแว่วมาเป็นระยะ สือถุนรีบสั่งให้คนไปตะโกนเรียกที่หน้าค่าย
ไม่นานนัก ทหารก็กรูกันออกมา ปล่อยสะพานชักลงและเปิดประตูค่าย
เมื่อทั้งสองเห็นเช่นนั้นก็โล่งใจ สั่งให้เหล่าทหารมุ่งหน้าควบเข้าไปในค่ายใหญ่
ทหารม้าศึก 2,000 นายทะยานกรูเข้าสู่ค่ายใหญ่ของน่าเริ่น พร้อมตะโกนก้องให้ชักสะพานชักขึ้นและปิดประตูค่าย เตรียมตั้งรับ
ใครจะรู้ว่า สือถุนกับตู๋เลี่ยซึ่งนำหน้าอยู่กลับไม่เห็นทหารเผ่าคู่ลั่วออกมาต้อนรับพวกเขาแม้แต่คนเดียว
ภายในค่ายใหญ่ทั้งมืดมิดและเงียบงัน ชวนให้ขนลุก
สือถุนไหวพริบว่องไว กวาดตามองรอบด้านแล้วตะโกนเสียงดัง
“แย่แล้ว! ถูกหลอก ถอนกำลังออกจากค่าย! เร็วเข้า! กองหน้าเปลี่ยนเป็นกองหลัง ถอนกำลังเดี๋ยวนี้!”
เสียงถ่ายทอดคำสั่งดังระงม ทำให้คนเถื่อนทั้งหลายชะงักงันไปชั่วขณะ
ทหารม้าคนเถื่อนที่เพิ่งเข้าค่ายเป็นกลุ่มสุดท้ายได้ยินคำสั่ง ก็รีบหันหัวม้าแล้วควบออกไปนอกค่าย
น่าเสียดายที่พวกเขาช้าไปก้าวหนึ่ง กองทัพชิงสุ่ยจำนวนมากมาถึงหน้าค่ายแล้ว
ทหารม้าคนเถื่อนที่เพิ่งควบพ้นประตูค่าย ถูกระดมยิงด้วยลูกธนูจนล้มลงต่อหน้าต่อตา
ม้าพลิกคนคว่ำอลหม่านไปหมด ทหารคนเถื่อนที่อยู่ด้านหลังรีบถอยกรูด พร้อมตะโกนเสียงดัง
“ข้าศึกบุก! ข้าศึกบุก! ถอย! ถอย!”
ทหารม้าศึกคนเถื่อนทั้งหมดถูกบีบให้กลับเข้าไปในค่ายใหญ่อีกครั้ง
ขณะที่สือถุนกับตู๋เลี่ยกำลังฉงนอยู่ จู่ ๆ คบเพลิงนับไม่ถ้วนก็สว่างขึ้นรอบค่ายใหญ่ ตามมาด้วยเสียงสายธนูขึงตึง ลูกธนูขนปีกพุ่งแหวกอากาศดังซู่ ๆ ก้องอยู่ในหู
