ทุกคนมองฉู่เจียวอย่างใคร่รู้ เมื่อนางเปล่งคำหนึ่งออกจากปาก
“อัดมัน!”
“ฮ่า ๆ ๆ...”
ห้าวันต่อมา ภายในค่ายคนเถื่อนเกิดเหตุวิวาทด้วยกำลังถึงสี่ครั้ง ถึงขั้นมีทหารได้รับบาดเจ็บสาหัส
นักรบเกราะเงินทั้งสี่ถูกบีบให้มารวมตัวกัน เพื่อหารือว่าจะรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้อย่างไร
สือถุนมีสีหน้ากลัดกลุ้ม “ทุกท่าน หากฝ่าบาทยังไม่ส่งผู้ดูแลใหญ่มา กองทัพคงวุ่นวายแน่”
นักรบเกราะเงินคนหนึ่งมีสีหน้าเคร่งขรึม เขาคือเจียวหลู่ องค์ชายแห่งเผ่าปาหลิน
“นักรบคนหนึ่งของข้าถูกทำร้าย เรื่องนี้ต้องมีคำชี้แจง”
ระหว่างพูด เขาจ้องนักรบเกราะเงินที่อยู่ฝั่งตรงข้าม อู๋ไซ่ องค์ชายแห่งเผ่าอาซู่เท่อ
อู๋ไซ่รู้ว่าเจียวหลู่กำลังพุ่งเป้ามาที่ตน ก่อนหน้านี้ทหารจากสองเผ่าต่อสู้กัน คนของฝั่งตนมีจำนวนมากกว่า จึงควบคุมสถานการณ์ไม่อยู่และทำให้ทหารเผ่าปาหลินบาดเจ็บสาหัสไปคนหนึ่ง
“นักรบทะเลาะวิวาทกันเป็นเรื่องปกติ ไยต้องถือสาถึงเพียงนี้”
เจียวหลู่หัวเราะเยาะ “เป็นเรื่องปกติก็จริง แต่คนใกล้ตายแล้ว เรื่องนี้ก็ยังเป็นเรื่องปกติหรือ”
“ฝ่ายเราก็มีคนบาดเจ็บตั้งเจ็ดคน จะคิดบัญชีอย่างไร”
อู๋ไซ่โต้กลับอย่างดูแคลน
เจียวหลู่ไม่สนใจคำพูดของเขา เอ่ยเสียงเหี้ยมเกรียม
“วันนี้เขายังหายใจอยู่ หากภายในสามวันสิ้นใจ เรื่องนี้ไม่จบแน่”
อู๋ไซ่ถลึงตา “อย่างไรเล่า ข้ายังต้องดูแลให้มันมีชีวิตไปชั่วชีวิตหรือ!”
เขาถือว่าคนในเผ่าของตนมีมากกว่า จึงพูดจาแข็งกร้าว
“เช่นนี้แปลว่าเจ้าไม่คิดชดใช้สินะ”
“ชดใช้บ้าบออันใด คนของข้าก็บาดเจ็บเหมือนกัน”
