แม้จะทนรับพลังปราณแท้ในกระบี่หักได้ แต่จิตใจย่อมถูกกระแทกจนวิปลาสกลายเป็นคนเสียสติ
ระหว่างที่เขาวิ่ง กระบี่หักตรงบั้นเอวด้านหลังก็ส่งสัญญาณเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าจำเป็นต้องเพิ่มพลัง มิฉะนั้นหากเผาผลาญพลังเช่นนี้ต่อไป ย่อมหมดแรงจนสิ้นใจเป็นแน่
ไม่ใช้กระบี่หักเพิ่มพลัง ก็ต้องหยุดพักเพื่อฟื้นกำลัง มิฉะนั้นชีวิตย่อมตกอยู่ในอันตราย
ความเป็นจริงช่างโหดร้ายนัก
สัญญาณที่กระบี่หักส่งมาชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ความหมายก็สื่อออกมาได้แม่นยำและกระจ่างยิ่งกว่าเดิม
หลินเฟิงรู้ดีว่าเป็นเพราะกระบี่หักดูดซับพลังจากผู้บำเพ็ญตนขั้นสูงสองคน จึงฟื้นคืนความสามารถขึ้นมาไม่น้อย
แม้ความสามารถของกระบี่หักจะฟื้นคืนมาบ้าง แต่หลินเฟิงไม่รู้ว่ามันควบคุมการถ่ายทอดพลังให้ตนได้หรือไม่ หากทำไม่ได้ ทั้งยังส่งพลังทั้งหมดเข้าสู่ร่างเขารวดเดียวเหมือนที่ผ่านมา ผลที่ตามมาก็คือเขาจะตายเร็วขึ้น
หลินเฟิงฝืนวิ่งต่อไปอีกครึ่งวัน ในที่สุดก็ทนไม่ไหว ขณะข้ามร่องลึกแห่งหนึ่ง เขาออกแรงมากเกินไปจนหัวทิ่มลงไปในคูดิน
ร่างของเขากระแทกลงก้นคู ไร้เรี่ยวแรงจะขยับ ราวกับแม้แต่การขยับนิ้วสักนิ้วยังต้องระดมพลังทั่วร่างจึงจะทำได้
เขาจำต้องนอนคว่ำอยู่ก้นคู แล้วออกแรงเอียงศีรษะให้ปากกับจมูกพ้นกองดิน เพื่อให้หายใจได้ตามปกติ
ยอดฝีมือผู้มีพลังพอสังหารผู้บำเพ็ญตนขั้นสูงได้ หากสุดท้ายกลับถูกฝุ่นดินกลบปากจมูกจนขาดใจตาย เช่นนั้นคงกลายเป็นเรื่องขบขันในโลกผู้บำเพ็ญ
หลินเฟิงรู้สึกราวกับร่างกายกลวงเปล่า ทั้งร่างและสมองว่างโหวง ชั่วขณะหนึ่งจึงตกอยู่ในภาวะสับสนพร่าเลือน
โชคดีที่ยังมีสติแจ่มชัดเหลืออยู่ริบหรี่ คอยประคองความคิดของเขาไว้
