เผยชีอินก้มหน้าลง “ชีอินเองก็จำต้องทำเช่นนี้...”
หลินเฟิงยื่นมือไปตบไหล่นางเบา ๆ
“ข้ารู้ ยามนี้พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว ไม่ต้องคิดมาก”
“อืม”
ทั้งสองพูดคุยกันพลางเดินมาถึงเรือนด้านหน้า เผยชีอินกับคนอื่น ๆ ได้รับการจัดให้พักในห้องรับรองที่นี่
ยามนี้ทุกคนต่างกำลังรอหลินเฟิงกลับมา
“พวกเจ้าอยู่ที่ตระกูลต้วนไปก่อน ข้าจะไปพบเหมียวฉางเฟิง หาโอกาสแล้วพวกเราค่อยจากที่นี่”
ทุกคนพยักหน้า ไม่มีผู้ใดเอ่ยปาก
คำพูดของพี่ใหญ่ก็คือคำสั่ง ไม่มีใครสงสัยในแผนการของหลินเฟิง
“มีอุปกรณ์ของโจรสลัดหรือไม่?”
หลินเฟิงถาม
เผยชีอินพยักหน้า “ตอนนั้นข้าหยิบเกราะอ่อนติดมือมาสองสามชิ้น ไม่มีเสื้อผ้า”
“ใช้ได้ เอามาแก้ขัดไปก่อน”
เย่เหลียงไฉกล่าวว่า “ข้าเก็บดาบตรงมาเล่มหนึ่ง เห็นว่าคุณภาพไม่เลว จึงนำติดตัวออกมา”
“ดีพอแล้ว”
หลินเฟิงเก็บข้าวของเล็กน้อย ก่อนออกทางประตูหลังจวนต้วน เลือกเดินตามตรอกเล็ก ๆ มุ่งตรงไปใต้กำแพงเมือง
ทหารรักษาพระองค์บนกำแพงเมืองเฝ้ายามอย่างเข้มงวด ทว่าต่อหน้ายอดฝีมือเช่นหลินเฟิงกลับไร้ประโยชน์สิ้นดี
หลินเฟิงปีนออกนอกเมือง จากนั้นสวมเกราะอ่อนของโจรสลัด เสียบดาบตรงไว้ที่เอว แล้วมุ่งหน้าจากท่าเรือไปยังประตูทิศเหนือของเมืองลั่วซี
เขามีป้ายเอวของผู้คุ้มกันที่เหมียวฉางเฟิงมอบให้ เมื่อโยนป้ายขึ้นไปบนกำแพงเมือง ทหารย่อมเก็บป้ายแล้วหันไปแจ้งรายงาน
ข้ออ้างของหลินเฟิงนั้นเรียบง่ายมาก เนื่องจากในเมืองถังกู๋มีโจรสลัดอยู่มากมาย เขาจึงถูกตีแตกกระจัดกระจายในชั่วขณะหนึ่ง และต้องต่อสู้อย่างสุดกำลังจึงหนีออกจากเมืองได้ รอดพ้นจากเคราะห์ครั้งนี้มาได้
อัครมหาเสนาบดีมิได้กล่าวอะไรต่อข้ออ้างที่เต็มไปด้วยช่องโหว่ของเขา ผู้อื่นก็คร้านจะซักไซ้
