จ้าวซั่วรีบตามหลังหลินเฟิงเข้าไปหยุดยืนกลางเรือน
หลินเฟิงเหยียดแขนออก ทดลองทิศทางลมในอากาศ
“พวกเจ้าคิดว่าลมพัดมาจากทิศใด?”
จ้าวซั่วกับเผยชีอินก็ยื่นมือออกไปทดสอบทิศทางลมเช่นกัน
“ท่านอ๋อง ยามนี้น่าจะเป็นลมตะวันตกเฉียงใต้ แรงลมพัดกิ่งไม้ไหวพ่ะย่ะค่ะ”
หลินเฟิงรู้ว่าในยุคนี้ยังไม่มีมาตรวัดกำลังลมแบ่งเป็นระดับหนึ่ง ระดับสอง ระดับสาม ชาวบ้านจึงใช้คำว่าพัดใบไม้ไหว กิ่งไม้เสียดสีกัน กิ่งไม้ไหว ใบไม้ร่วง และกิ่งไม้เล็กหัก เพื่อบอกระดับความแรงของลม
กิ่งไม้ไหวมีความแรงเทียบเท่าลมระดับสามถึงสี่
“ดี ยามนี้พวกเรายืนอยู่บนพื้น หากขึ้นไปสูงพอ แรงลมย่อมเพิ่มขึ้นเป็นแน่”
จ้าวซั่วพยักหน้า แสดงว่าตนเข้าใจเหตุผล
เย่เหลียงไฉกับปู้หยุนถิงก็เดินเข้ามาสมทบ เลียนแบบพวกเขาด้วยการเหยียดแขนทดสอบทิศทางลมบนฟ้า
หลินเฟิงอธิบายต่อ “หากบอลลูนลมร้อนลอยขึ้นไปสูงราวร้อยจั้ง แรงลมที่ทำให้กิ่งไม้ไหว เกรงว่าจะเพิ่มเป็นระดับที่ทำให้ใบไม้ร่วงหรือกิ่งไม้เล็กหัก”
คนทั้งหลายภายในเรือนต่างเหยียดแขนชูขึ้นกลางอากาศ ทว่าสายตากลับจับจ้องหลินเฟิง รอฟังเขาอธิบายต่อ
“เมื่อระดับความสูงเพิ่มขึ้น แรงลมก็เปลี่ยนแปลง เช่นนั้นทิศทางลมจะเปลี่ยนด้วยหรือไม่?”
จ้าวซั่วขมวดคิ้ว ครุ่นคิดอย่างจริงจัง
หลินเฟิงโบกมือ “ไม่ต้องคิด ทิศทางลมย่อมเปลี่ยนด้วย ไม่ได้พัดมาจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ทั้งหมด แต่จะเป็นทิศทางอื่น”
เผยชีอินถามอย่างไม่เข้าใจ “ท่านอ๋อง หมายความว่าทิศทางลมเบื้องล่างกับเบื้องบนไม่เหมือนกันหรือเพคะ?”
“อืม หมายความเช่นนั้น”
“ท่านอ๋อง เช่นนั้นมีวิธีรู้หรือไม่ว่าเบื้องล่างเป็นลมตะวันตกเฉียงใต้ แต่เมื่อขึ้นไปสูงร้อยจั้งแล้วจะเป็นลมจากทิศใด?”
