“พวกเราล้วนเคยเห็นปืนไฟแล้ว อานุภาพมิได้เหนือกว่าธนูสักเท่าใด แต่ปืนไฟของพวกเขากลับร้ายกาจถึงเพียงนี้ ยิงไม่หยุดหย่อน...”
เหล่าแม่ทัพต่างพากันเอ่ยถามขึ้นมาหลายคำถาม
เมื่อเผชิญกับเสียงถามอื้ออึง โทกุงาวะ นารุชิเงะก็ได้แต่ฝืนยิ้มแล้วส่ายหน้า
“แม่ทัพทุกท่าน ยามนี้มิใช่เวลาหารือเรื่องนี้ ลองคิดหาทางฝ่าวงล้อมออกไปก่อนเถิด”
“ถุย! รอบด้านมีแต่ปืนไฟกับปืนใหญ่ จะฝ่าวงล้อมออกไปได้อย่างไร?”
“สู้กันมานานปานนี้ กองหนุนของฝ่าบาทจักรพรรดิก็น่าจะมาถึงแล้วมิใช่หรือ?”
“พูดเหลวไหล พวกเรานี่แหละคือกองหนุน”
ถ้อยคำนี้ทำให้เหล่าแม่ทัพพากันเงียบงัน
ดูคล้ายพวกเขาลืมภารกิจของตนไปแล้ว เดิมทีพวกเขามาที่คาชิมะ ก็เพื่อช่วยเหลือและปลดปล่อยตระกูลโทกุงาวะซึ่งถูกยึดครอง
เมื่อพวกเขาเงียบลง จึงเพิ่งรู้ว่ารอบด้านก็เงียบสงัดเช่นกัน
“พวกเขาหยุดยิงแล้วหรือ?”
“หรือว่ากระสุนหมดแล้ว?”
“เหตุใดเราไม่ฉวยโอกาสนี้จัดขบวนบุกฝ่าออกไปเล่า?”
“อย่าหลงกล บางทีกองทัพเจิ้นซีกำลังรอให้พวกเราบุกออกไปก็เป็นได้”
แม่ทัพโจรสลัดสี่ห้าคนต่างลนลาน ไม่รู้ควรรับมือกับศึกเบื้องหน้าเช่นไร
ทุกคนหวาดกลัวว่าปืนใหญ่ของกองทัพเจิ้นซีจะถล่มลงมา จึงไม่กล้าเคลื่อนไหวบุ่มบ่าม ด้วยเกรงว่าจะกลายเป็นเป้ากระสุนของอีกฝ่าย
แม้พวกเขาจะสงบเสงี่ยมอยู่กับที่ แต่หลังจากเงียบงันไปเกือบครึ่งชั่วยาม ปืนใหญ่ของกองทัพเจิ้นซีก็เริ่มระดมยิงอีกครั้ง
เห็นได้ชัดว่าความเงียบเมื่อครู่ เป็นเพราะอีกฝ่ายกำลังปล่อยให้ปืนใหญ่คลายความร้อน
ไม่รู้ว่ายังเหล่าทหารเหลืออยู่เท่าใด พวกเขาหลบซ่อนในบ้านเรือนของชาวบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่สร้างจากไม้ มีเพียงบางหลังที่ก่อกำแพงอิฐหินไว้ครึ่งหนึ่ง บ้านเหล่านี้ไม่อาจทนแรงถล่มของปืนใหญ่ได้เลย
