“อย่าเอาแต่เพิ่มพูนบารมีให้ผู้อื่น แล้วบั่นทอนขวัญกำลังใจของฝ่ายเรา ข้าไม่เชื่อหรอกว่าทั่วทั้งต้าเหอจะไร้ผู้มีความสามารถทำลายปืนใหญ่ของพวกเขา”
โทโยโทมิ คาซูโอะตวาดกร้าว
จักรพรรดิคัมมุมิได้ใส่ใจคำพูดของโทกุงาวะ ฮิเดจิ เพียงตรัสกับโทโยโทมิ คาซูโอะว่า
“แม่ทัพใหญ่โทโยโทมิ จงเสนอแผนการที่เป็นรูปธรรมออกมา จะได้ทำให้เหล่านายทหารทั้งหลายเชื่อถือ”
โทกุงาวะ ฮิเดจิมองโทโยโทมิ คาซูโอะอย่างเรียบเฉย คิดว่าอีกฝ่ายคงไม่มีวิธีดี ๆ มารับมือความได้เปรียบด้านอาวุธของกองทัพเจิ้นซี
โทโยโทมิ คาซูโอะมิได้ใส่ใจแววตาดูแคลนของโทกุงาวะ ฮิเดจิ เขาค้อมกายต่อจักรพรรดิ
“ฝ่าบาท กระหม่อมจะไปหาวิธีเดี๋ยวนี้ จะไม่ปล่อยให้กองทัพเจิ้นซีอวดอำนาจอยู่นาน”
จักรพรรดิคัมมุเองก็ทรงอัดอั้นพระทัยอย่างยิ่ง จู่ ๆ ก็มีคนบุกมาถึงหน้าประตู
ต้าเหอเคยถูกผู้คนรังแกจนถึงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อใด ถึงกับคิดจะเจรจาสงบศึกกับศัตรูที่รุกรานด้วยท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตน?
นี่คิดจะย่ำยีศักดิ์ศรีของต้าเหอให้จมดินหรือไร?
“แม่ทัพใหญ่โทโยโทมิกล่าวได้ถูกต้อง จงจัดทำแผนการรบที่เป็นรูปธรรมโดยเร็ว แล้วแสดงบารมีและอานุภาพของต้าเหอให้ประจักษ์”
เมื่อได้ยินจักรพรรดิตรัสเช่นนี้ โทกุงาวะ ฮิเดจิก็ลอบส่ายหน้าถอนใจ แม้เขาจะไม่คิดว่ากองทัพเจิ้นซีจะทำอะไรต้าเหอได้ แต่หากสงครามนี้ยังดำเนินต่อไป ไม่ว่าจะเป็นตระกูลต่าง ๆ หรือเกาะใหญ่แห่งต้าเหอ ต่างก็จะได้รับความเสียหายยิ่งกว่าเดิม
โทโยโทมิ คาซูโอะคำนับแล้วหมุนกายเดินออกจากประตูตำหนักด้วยฝีเท้าหนักแน่น
จักรพรรดิคัมมุโบกพระหัตถ์เรียกชายชราผู้หนึ่งซึ่งยืนอยู่ไกลออกไป
“ราชครู เชิญเข้ามาใกล้”
ชายชราผู้นั้นคือราชครูต้าเหอ โฮริเบะ ทากาชิ แม้อายุใกล้ 90 ปีแล้ว แต่ยังคงกระฉับกระเฉง สีหน้าไม่ปรากฏความชราสักนิด
