สถานการณ์เร่งด่วน พวกเขาไม่มีเวลามากพอจะวางแผน ซ่งเฉินเองก็ถึงกับตั้งตัวไม่ทัน
ครุ่นคิดอยู่ครู่ใหญ่ เขาจึงหันไปมองหลินเฟิง
เห็นหลินเฟิงยังคงมีสีหน้าสงบนิ่ง มองท้องทุ่งเบื้องหน้า ไม่รู้ว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่
“ท่านหมอมู่ชวน ท่านมีความเห็นอย่างไร?”
หลินเฟิงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เช่นนี้เถิด ให้คุณหนูต้วนพาพวกเราเข้าไปในลั่วเฉิง แล้วไปพึ่งพาตระกูลต้วน ดีหรือไม่?”
ต้วนจิ่งชิวปรบมือด้วยความยินดีทันที
“ดียิ่ง! ขอเพียงเข้าไปในลั่วเฉิงได้ พวกโจรสลัดก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว พวกท่านยังเข้ารับตำแหน่งในทหารรักษาพระองค์ได้อีกด้วย”
ซ่งเฉินจ้องต้วนจิ่งชิวเขม็ง “เจ้ามั่นใจหรือว่าจะเกลี้ยกล่อมท่านรองต้วนได้?”
“ในสายตาท่านพ่อ ข้ามีความสำคัญยิ่ง กิจการของตระกูลต้วน ข้าดูแลอยู่เกินครึ่ง”
ต้วนจิ่งชิวกล่าวอย่างมั่นใจยิ่ง
เหล่าว่านถามด้วยความกังวล “พี่ใหญ่ เรื่องนี้จะมั่นคงหรือ?”
หลินเฟิงส่ายหน้า “เดิมทีพวกเจ้าก็ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดอยู่ระหว่างขั้วอำนาจทั้งสอง ไม่ว่าพวกโจรสลัดหรือทัพหลวงต้าเจิ้ง หากลงมือกับพวกเจ้าจริงจังขึ้นมา พวกเจ้าก็หมดหนทางเอาชีวิตรอดทันที ทำได้เพียงเลือกเข้าหาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง มิฉะนั้น สิ่งที่รอพวกเจ้าอยู่ก็มีเพียงความพินาศ”
ซ่งเฉินฝืนยิ้ม “เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าเป็นการเดินเข้ากับดักเสียเองเล่า?”
“ลองเสี่ยงดูสักครั้ง บางทีนับแต่นี้ไปอาจได้เดินบนหนทางที่ถูกต้อง การเชิดชูวงศ์ตระกูลอาจขึ้นอยู่กับการตัดสินใจในครานี้ก็เป็นได้”
หลินเฟิงเกลี้ยกล่อมอีกครั้ง
ที่เขาพยายามโน้มน้าวพวกโจรขี่ม้าหลายคนให้เข้าไปในลั่วเฉิง ก็เพราะไม่อยากให้พวกเขาถูกโจรสลัดสังหาร
เมื่อเห็นโจรสลัดจำนวนมากบุกเข้ามา แต่ทัพหลวงต้าเจิ้งกลับไร้ความเคลื่อนไหว ย่อมเป็นเพราะตั้งรับอยู่ในเมือง ไม่กล้าออกโจมตี
