น่าหลานผ่อนลมหายใจยาว ก่อนจะมองความเคลื่อนไหวภายในเมืองอย่างกังวล
จากนั้นนางก็หมุนกายสาวเท้าเร็วลงจากกำแพงเมือง
นางต้องไปหารือกับหูจิ้นไฉโดยเร็ว หากพวกเขาวางแผนการรบไว้แล้ว คงยากจะเปลี่ยนแปลง
หูจิ้นไฉไม่ได้นอนมาตลอดทั้งคืน
หลินเฟิงไม่อยู่ ทั้งยังมอบเมืองต๋าตู้เอ๋อร์ไว้ในมือเขา ยามนี้ศัตรูใหญ่ประชิดเมือง แล้วเขาจะข่มตาหลับได้อย่างไร
ดวงตาแดงก่ำเพราะอดนอน เขาก้มมองแผนที่บนโต๊ะด้วยใจลอย
กองทัพคนเถื่อนมีทหารถึงสามหมื่น นายทัพนี้ไม่ใช่ศึกที่ยากจะรับมือ
สิ่งที่ยากคือจะลดความสูญเสียของฝ่ายตนได้อย่างไร
นี่เป็นกลยุทธ์การศึกที่หลินเฟิงย้ำอยู่เสมอ
ขณะที่หูจิ้นไฉกำลังเกาศีรษะ พลันได้ยินทหารองครักษ์รายงานอยู่หน้าประตู
“ท่านแม่ทัพ มีสตรีนามน่าหลานผู้หนึ่งกล่าวว่าต้องการพบท่าน”
หูจิ้นไฉชะงักงันไปทันที
น่าหลานหรือ?
นางมาหาข้าด้วยเหตุใด?
อีกทั้งยังมาในยามดึกดื่นเช่นนี้ คิดจะทำอะไรกันแน่?
“เอ่อ เชิญนางเข้ามาเถิด พวกเจ้าคอยรับใช้อยู่ด้านข้าง”
หูจิ้นไฉเกรงว่าหากพบกับน่าหลานตามลำพังแล้วจะอธิบายไม่ถูก
หากมีคนเอาไปพูดจาเหลวไหล พี่ใหญ่คงถลกหนังเขาเป็นแน่
ทหารองครักษ์สองนายยืนอยู่มุมห้อง มองน่าหลานก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามา
“ท่านแม่ทัพหู กองทัพเที่ยเจินสามหมื่นนายมาถึงใกล้เมืองต๋าตู้เอ๋อร์แล้ว ไม่ทราบว่าท่านแม่ทัพจะรับมือเช่นไร?”
น่าหลานถามอย่างสงบนิ่ง
หูจิ้นไฉยิ้มพลางตอบว่า “เรื่องนี้...ข้าได้รับรายงานศึกแล้ว องค์หญิงโปรดวางใจ”
เขากล่าวอย่างสุภาพ ส่วนจะรับมือเช่นไรนั้นย่อมพูดส่งเดชไม่ได้
“ในเมื่อท่านเรียกข้าว่าองค์หญิง กองทหารม้าศึกห้าพันนายจากเผ่าคู่ลั่วของเราก็มาถึงแล้ว ตั้งค่ายอยู่ห่างจากตัวเมืองไปทางใต้ยี่สิบลี้”
