จ้าวเจียนมีความคิดอยู่ในใจ ในเมื่อจ้าวเทียนอวี๋เป็นคนที่เสด็จพ่อเกลียดชังที่สุด เช่นนั้นก็อย่าเพิ่งสังหารนาง รอจนถึงวันเคลื่อนพระศพของเสด็จพ่อ ค่อยใช้ตัวนางเป็นเครื่องสังเวยฝังร่วมในสุสาน ให้ไปช่วยระบายโทสะของเสด็จพ่อในปรโลกมิใช่ดีกว่าหรือ?
อาการของจ้าวเจียนค่อย ๆ ฟื้นตัว ทว่าสถานการณ์ในนครหลวงต้าเจิ้งกลับย่ำแย่ลงทุกขณะ
วันนี้เกิดเหตุจลาจลครั้งใหญ่ขึ้นอีกครั้ง ถึงขั้นที่ทหารองครักษ์หลวงแทบควบคุมสถานการณ์ไว้ไม่อยู่
หลังยืนนิ่งอยู่บนแท่นสูงครู่ใหญ่ อิงเซิงฮุ่ยก็ทนไม่ไหว ก้าวเข้าไปคลุมเสื้อคลุมให้จ้าวเจียน
“องค์ชาย ลมเย็นนัก เสด็จเข้าไปประทับในห้องสักครู่เถิดพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวเจียนไม่ขยับ เพียงขมวดคิ้วถามว่า
“ชิวเจี้ยอยู่ที่ใด?”
อิงเซิงฮุ่ยรีบตอบว่า “องค์ชาย ส่งคนไปตามแล้วพ่ะย่ะค่ะ แม่ทัพใหญ่ชิวจะเข้าวังมาเข้าเฝ้าทันทีหลังจัดการเหตุจลาจลในเมืองเสร็จพ่ะย่ะค่ะ”
“เราพบว่าความวุ่นวายในเมืองดูจะควบคุมไม่อยู่”
“องค์ชาย คนที่มารายงานกล่าวว่าเป็นเพียงนักโทษที่หลบหนีออกมาจากค่ายทหารและคุกใหญ่ของซิงปู้ (กรมอาญา) พวกมันออกไปก่อเหตุวางเพลิงและปล้นเสบียงตามถนน ขอเพียงทหารองครักษ์หลวงออกไปจับกุม ไม่นานก็จะจับตัวกลับมารับโทษได้ทั้งหมดพ่ะย่ะค่ะ”
จ้าวเจียนยิ่งกังวลใจ
“นักโทษในค่ายทหารหนีออกมาได้อย่างไร?”
“เอ่อ...”
อิงเซิงฮุ่ยพูดไม่ออก เพราะเขาเองก็ไม่รู้ว่าเรื่องราวเกิดขึ้นได้อย่างไร บัดนี้ยังอยู่ระหว่างสืบสวนจัดการ
“ให้ท่านอาจารย์หลีไปตรวจดูสถานการณ์”
“พ่ะย่ะค่ะ องค์ชาย”
ท่านอาจารย์หลีที่จ้าวเจียนกล่าวถึง เป็นศิษย์จากสำนักเร้นกายที่ราชสำนักว่าจ้างด้วยค่าตอบแทนสูง เพื่อมารับหน้าที่ดูแลความปลอดภัยขององค์รัชทายาท
