ว่านเหยียนอันซวี่นำกองราชองครักษ์สามหมื่นนาย เร่งเดินทางมาแทบไม่หยุดพัก ทว่าก็ยังมาถึงช้าไป
เมื่อได้รับรายงานจากหน่วยลาดตระเวนว่า ผีตู๋ซือเกราะเงินแห่งเผ่าปาหลินทิ้งเมืองหลบหนีไปเมื่อปลายยามเฉินของวันนี้
ว่านเหยียนอันซวี่ตบลงบนอานม้าอย่างแรง ม้าศึกใต้หว่างขาสะเทือนจนส่งเสียงร้องก้อง กระทืบเท้าทั้งสี่อย่างกระสับกระส่าย
“ผีตู๋ซือสารเลวนั่น เจ้าจะได้รับโทษหนักที่สุด!”
แม้เขาจะขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโกรธ ทว่าก็ไม่อาจแก้ไขสิ่งใดได้ ทำได้เพียงออกคำสั่ง
ให้กองทัพเคลื่อนหน้าไปตั้งค่าย ห่างจากตัวเมืองสามสิบลี้
ในกองราชองครักษ์สามหมื่นนายที่ว่านเหยียนอันซวี่นำมา มีนักรบเกราะทองแดงเกือบหนึ่งพันนาย ที่เหลือล้วนเป็นนักรบเกราะเหล็ก
นี่คือกองกำลังชั้นยอดของเผ่าเที่ยเจินอย่างแท้จริง ไม่มีผู้ใดเทียบได้
ลองนึกดูเถิด นักรบเกราะทองแดงเพียงคนเดียวก็สามารถฝ่าทะลวงกองทหารม้าทั่วไปได้อย่างไม่เกรงกลัว
นักรบเกราะทองแดงหนึ่งพันนาย เกรงว่าทั่วหล้าคงไม่มีกองทัพใดต้านทานได้
ว่านเหยียนอันซวี่เปี่ยมความมั่นใจ หากหลินเฟิงกล้าออกมารบ ย่อมถูกบดขยี้จนสิ้นซาก
ก่อนมาถึง เขาสืบทราบวิธีการรบของหลินเฟิงแล้ว รวมถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ใช้ด้วย
ว่านเหยียนอันซวี่ไม่เชื่อว่าหลินเฟิงจะเรียกอสนีบาตลงมาได้ นั่นเป็นเพียงเทพนิยายและเรื่องเล่าขาน
หากหลินเฟิงเป็นมนุษย์จริง ย่อมไม่มีทางใช้กลลวงหลอกลวงผู้คนของพวกหมอผีหรือนักพรตได้
เมื่อพิจารณาจากพฤติการณ์ต่าง ๆ หลินเฟิงก็เป็นมนุษย์ปกติจริง ๆ
ส่วนรถศึกกับเกราะหนัก ราชวงศ์เที่ยเจินยังไม่อาจสร้างขึ้นได้ในเวลาอันสั้น
