หลินเฟิงผู้นี้ ปกติถูกคนอื่นยกย่องเสียราวกับเทพเซียน ทว่าพออยู่ต่อหน้าเขา กลับหวาดกลัวจนไม่กล้าแม้แต่จะออกจากเมือง
ไม่ว่าเขาจะด่าทอเช่นไร อีกฝ่ายก็เอาแต่หดหัวอยู่ในเมือง ปิดประตูเงียบเชียบ มีอะไรน่าเก่งกาจกัน?
ว่านเหยียนอันซวี่ให้ลูกน้องจัดเก้าอี้ตัวหนึ่งไปวางไว้นอกเมือง ห่างออกไปกว่าสามร้อยก้าว
จากนั้นก็นั่งเอนกายอย่างเกียจคร้านบนเก้าอี้ ชำเลืองมองประตูเมืองกับทหารหลายนายที่กำลังด่าทออย่างขะมักเขม้นอยู่เบื้องล่าง
แสงตะวันแผดเผาร่าง ทำให้เขาง่วงงุนแทบจะหลับ
ทหารม้าศึกนับหมื่นที่อยู่ด้านหลัง ต่างลงจากหลังม้า บ้างนั่งบ้างนอนอยู่บนทุ่งหญ้า ปล่อยให้ม้าศึกเล็มหญ้าใกล้ ๆ อย่างสบายอารมณ์
ทหารสองนายวิ่งมาหาว่านเหยียนอันซวี่ รินสุราใส่ชามแล้วประคองส่งให้
ว่านเหยียนอันซวี่รับชามสุรามาอย่างเกียจคร้าน ก่อนเงยหน้าดื่ม ปล่อยให้น้ำสุราไหลจากคางลงเปรอะเสื้อผ้า
จากนั้นเขาก็โยนชามสุราทิ้ง เอนกายพิงเก้าอี้อีกครั้ง หลับตาทำทีงีบหลับ
ทหารต้าจงเห็นภาพนี้แล้วต่างอัดอั้นในใจ
ไม่รู้กี่ครั้งแล้วที่คนเถื่อนมีแต่ต้องพ่ายแพ้หลบหนีต่อหน้าพวกเขา
เหตุใดคนเถื่อนเหล่านี้จึงกล้ากำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้?
ท่านแม่ทัพหลินจะยอมให้พวกมันแสดงท่าทางอวดดีเช่นนี้ อยู่ใต้จมูกของตนได้อย่างไร?
ความอวดดีของคนเถื่อนแพร่ไปถึงหูหลินเฟิงตั้งนานแล้ว
หลินเฟิงเรียกเว่ยเป้ามาทันที ให้เขาส่งคนไปแจ้งข่าวที่ค่ายนอกเมือง
จากนั้นก็เรียกหลี่ตงไหลมา ให้เขานำทหารม้าเบาสามพันนายออกจากเมือง แล้วมุ่งไปยังค่าย
หลี่ตงไหลทำหน้างุนงง “พี่ใหญ่ ไม่ใช่ออกไปสู้ศึกหรอกหรือ เหตุใดถึงให้วิ่งหนีเล่า?”
