องค์หญิงมิได้ปรากฏพระองค์ ทุกคนยืนอยู่นอกรถม้า โดยมีม่านกั้นกลาง
เหมียวฉางเฟิงกราบทูลถึงความสำคัญของการเจรจาสงบศึกกับโจรสลัดต่อราชวงศ์ต้าเจิ้ง ทั้งยังนำราชโองการออกมาแสดง เพื่อยืนยันว่าเป็นพระประสงค์ของฝ่าบาท มิใช่เรื่องที่เขากุขึ้นเอง
หลังกล่าวจบ เขารออยู่ครู่ใหญ่ จึงมีเสียงเล็ก ๆ ดังออกมาจากในรถม้า
“ข้าไม่สนเรื่องอื่น เหมียวฉางเฟิง เจ้าต้องส่งข้าไปถึงจุดหมายอย่างปลอดภัย”
“องค์หญิง ยังมีหน่วยองครักษ์อีก 1,200 นาย ความปลอดภัยของพระองค์ไม่ต้องทรงกังวลพ่ะย่ะค่ะ”
“เหมียวฉางเฟิง อย่าคิดจะทิ้งข้าไว้ หากไม่ใช่เพราะเจ้าเสนอให้เชื่อมสัมพันธ์กับโจรสลัด ข้าจะมีชะตากรรมอาภัพเช่นนี้ได้อย่างไร”
องค์หญิงกัดฟันกรอด
เหมียวฉางเฟิงพลันนิ่งงันราวกับท่อนไม้
สวรรค์! ไอ้สารเลวหลานอวี่ ถึงกับโยนความผิดนี้มาให้ข้าอีก!
เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เขาไม่อาจแก้ต่างได้เลย จะให้พูดหรือว่าแผนนี้มิใช่ความคิดของตน?
ต่อให้พูดไป อีกฝ่ายก็ต้องเชื่อเสียก่อน
หลินเฟิงยืนอยู่ด้านหลังคนทั้งหลาย กลั้นหัวเราะจนแทบไม่ไหว
เขารู้เรื่องภายในดี เหมียวฉางเฟิงคงถูกหลานอวี่เล่นงานจนสาหัส
ในฐานะพี่ใหญ่แห่งยุทธภพ หากมาเล่นเล่ห์เหลี่ยมในราชสำนัก ย่อมสู้หลานอวี่ที่เคยตกอับจากการเป็นบัณฑิตและภายหลังไปเป็นที่ปรึกษามิได้
องค์หญิงเห็นเหมียวฉางเฟิงไม่เอ่ยวาจา จึงคิดว่าเขารู้สึกละอายใจจนไม่กล้าโต้แย้ง ในพระทัยจึงยิ่งขุ่นเคือง
“เสด็จพ่อเลี้ยงดูขุนนางชั่วอย่างพวกเจ้าไว้ เรื่องงานการไม่ทำ แต่กินเก่งนัก รบก็ไม่เป็น วัน ๆ คิดแต่เรื่องคดโกง ยังมีหน้ารับเบี้ยหวัดจากราชสำนักอีกหรือ”
หลินเฟิงแทบกลั้นไม่อยู่แล้ว เด็กสาวผู้นี้ช่างปากคอเราะร้ายยิ่งนัก ถึงกับด่าผู้อาวุโสผู้ดำรงตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีแห่งราชวงศ์ต้าเจิ้งได้หยาบคายถึงเพียงนี้
