หลินเฟิงรีบพยักหน้าพลางยิ้ม “ใช่แล้ว ทุกคนล้วนมาพบผู้ดูแลต้วน เหตุใดต้องผลักไสผู้คนให้ห่างไกล โอกาสย่อมเท่าเทียมกัน”
เมื่อทุกคนได้ยินเขากล่าวเช่นนี้ ต่างก็พากันหัวเราะ
ยามนี้เมื่อเทียบการแต่งกายของหลินเฟิงกับต้วนซานเหนียงแล้ว ความแตกต่างช่างไม่ต่างจากคางคกกับหงส์ฟ้า
“ในความเห็นของข้า คำขอนี้มิได้เกินเลย”
ทุกคนหันไปมอง พบชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งสง่างาม ใบหน้าหล่อเหลาผุดผ่องยืนอยู่ไม่ไกล มือหนึ่งโบกพัดพับ ใบหน้าประดับรอยยิ้ม
ชายผู้ดูแลความเป็นระเบียบรีบก้าวเข้าไปหา ก้มกายคำนับ
“คุณชายเซียวโปรดรอสักครู่ ข้าน้อยจะไปเรียนเถ้าแก่ใหญ่ต้วนเดี๋ยวนี้”
คุณชายเซียวกล่าวยิ้มบาง “ไม่ต้องรีบร้อน ข้ารู้ว่าซานเหนียงยุ่งมาก อีกทั้งยังมีสหายรออยู่เบื้องหน้าอีกมากมาย อย่างไรก็ควรมีลำดับก่อนหลัง”
คนกลุ่มหนึ่งรีบประสานมือกล่าวด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม
“คุณชายเซียวกล่าวเกินไปแล้ว”
“คุณชายเซียวช่างมีแบบอย่างของผู้สูงศักดิ์ สมคำเล่าลือจริงแท้”
“...”
หลินเฟิงถอยไปยืนด้านหลัง ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางฝูงชน เขาไม่อยากสนทนากับคุณชายเสเพลเช่นนี้
ชายหนุ่มรูปร่างกำยำยืนอยู่ข้างกายเขา เอ่ยเสียงเบาว่า
“เจ้าเมืองลั่วซีเป็นบิดาของเขา ย่อมต้องไว้หน้าเขาอยู่สามส่วน”
ทว่าน้ำเสียงกลับแฝงความดูแคลนอยู่เล็กน้อย
หลินเฟิงมิได้ตอบ ในใจรู้ดีว่าหากแข่งกันเรื่องบิดา เขาย่อมสู้คนผู้นี้ไม่ได้
ระหว่างที่พวกเขากำลังวุ่นวายกันอยู่ คนสองคนในห้องของต้วนซานเหนียงก็เดินออกมา แม้ผู้ที่รออยู่ด้านนอกจะร้อนใจเพียงใด ก็ไม่อาจเสียมารยาทได้
ทุกคนถ่อมทีให้คุณชายเซียวก่อน จากนั้นต่างก็กล่าวถ้อยคำเกรงอกเกรงใจกันอีกครู่หนึ่ง สุดท้ายชายหนุ่มรูปร่างกำยำที่ยืนอยู่หัวแถวก็ได้รับเชิญเข้าไป
