จ้าวซั่วตื่นเต้นขึ้นมาแต่แรกแล้ว ขอเพียงหลินเฟิงยอมลงมือ ฉุยอิ๋งย่อมไม่ถึงแก่ชีวิต
เรือนที่ไป๋จิ้งอาศัยอยู่แต่เดิมเป็นของคหบดี จึงปลูกไผ่ไว้ไม่น้อย
จ้าวซั่วหักกิ่งไผ่เรียวบางกำหนึ่งเข้ามา
หลินเฟิงเลือกกิ่งหนึ่ง หักปลายทั้งสองด้านออก เผยให้เห็นช่องกลวงภายใน
“ไปเอาสุราดีกรีแรงมา”
เฉิงเหลียงรีบนำสุราดีกรีแรงถุงหนึ่งเข้ามาในห้อง
หลินเฟิงโบกมือ “คนที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปให้หมด ข้าจะร่ายวิชาแล้ว”
ไป๋จิ้งขมวดคิ้ว มองจ้าวซั่วกับเฉิงเหลียงแวบหนึ่ง
“อืม พวกเจ้าสองคนหลบออกไปก่อน”
ทั้งสองจำต้องถอยออกไป
หลินเฟิงเปิดเสื้อของฉุยอิ๋งออกต่อหน้าสายตาของไป๋จิ้ง เผยบาดแผลบนอก
แผ่นอกขาวผ่องเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดสีแดงสด ยิ่งมองก็ยิ่งชวนให้ใจหาย
หลินเฟิงค่อย ๆ พลิกฉุยอิ๋งให้นอนตะแคง เปลี่ยนท่าให้นาง เพื่อให้เลือดในปอดไหลออกมาเองส่วนหนึ่ง
จากนั้นจึงค่อย ๆ สอดกิ่งไผ่ที่ฆ่าเชื้อแล้วเข้าไปตามบาดแผล
หลินเฟิงเองก็ไม่มั่นใจนัก ทำได้เพียงลองหยั่งเข้าไปด้านในอย่างระมัดระวัง
ทว่าหน้าอกของฉุยอิ๋งอวบอิ่มยิ่งนัก บดบังสายตาของเขาไว้
หลินเฟิงมองไป๋จิ้งอย่างกระอักกระอ่วน
“เอ่อ...ช่วยข้าหน่อยได้หรือไม่ ช่วยยก...ตรงนี้ของนางขึ้นสักหน่อย...”
ไป๋จิ้งค้อนเขา “ท่านลงมือเองไม่ได้หรือ”
หลินเฟิงกล่าวอย่างเคร่งขรึม “ยามนี้ข้าเป็นหมอ ในสายตามีเพียงคนเจ็บ ใจไร้ความคิดฟุ้งซ่าน”
ไป๋จิ้งพยักหน้า “ก็ได้ ข้ารู้ว่าพี่ชายลงมือเมื่อใด ฉุยอิ๋งย่อมไม่เป็นไรแน่”
“พวกเจ้าคาดหวังกับข้าสูงถึงเพียงนี้ ทำเอาข้าแบกรับแรงกดดันหนักหนา”
