เหมียวฉางเฟิงหาได้ใส่ใจไม่ เขากล่าวอย่างไม่ยี่หระ
“หากให้ข้าไปตามหายอดฝีมือแห่งยุทธภพ ย่อมไม่ใช่ปัญหา แต่จะให้หาช่างฝีมือ เรื่องนี้ค่อนข้างยาก”
จ้าวเจิงตวาดว่า “พูดเรื่องอันใดกัน ข้าถามพวกเจ้าว่าจะยึดเมืองข่านกับเมืองซวิ่นหรือไม่?”
หลานอวี่ฝืนยิ้ม “ฝ่าบาท คำตอบอยู่ในสิ่งที่กล่าวไปเมื่อครู่แล้ว ทัพหลวงต้าเจิ้งของเราจะป้องกันปืนใหญ่กับปืนไข่เค็มเช่นนี้ได้อย่างไร?”
จ้าวเจิงหมดเรี่ยวแรงลงทันที “ให้ตายสิ เหตุใดข้าจึงไม่มีคนเก่งเช่นนี้บ้าง?”
เขาร้อนใจจนไม่สนพระเกียรติของฮ่องเต้อีกต่อไป
หลานอวี่พยักหน้า “เมื่อครั้งนั้น กระหม่อม...”
“อย่าพูดถึงเรื่องครั้งนั้น ข้าเสียใจมานานแล้ว”
จ้าวเจิงตัดบทเขาเสียก่อน
หลานอวี่จึงได้แต่ยิ้มเจื่อน ไม่กล่าวสิ่งใดต่อ
ข้อดีประการหนึ่งของจ้าวเจิงคือ เมื่อเป็นความผิดของตน เขาก็ยอมรับโดยไม่ปัดความรับผิดชอบ
เหมียวฉางเฟิงกราบทูลขึ้นในเวลานั้นว่า “ฝ่าบาท กระหม่อมเห็นว่าควรยังไม่เคลื่อนไหวต่อเมืองข่านและเมืองซวิ่นในยามนี้”
“หืม? เพราะเหตุใด?”
“ฝ่าบาท ทรงเห็นหรือไม่ว่าหลินเฟิงแตกหักกับราชสำนักต้าจงแล้ว บัดนี้ยังควบคุมเส้นทางคอขวดของนครหลวงไว้ ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาย่อมยิ่งยากจะประสานมิใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ?”
ดวงตาจ้าวเจิงเป็นประกาย “อืม ๆ มีเหตุผล”
หลานอวี่รีบกล่าวเสริม “หากเราคอยขัดขวางพวกเขาอยู่ในเงามืด ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองฝ่ายอาจเลวร้ายลงอย่างรวดเร็ว จนถึงขั้นปะทุเป็นศึก”
จ้าวเจิงตบมือ “ถูกต้อง เป็นเช่นนั้น ฮ่า ๆ ๆ...”
เห็นจ้าวเจิงอารมณ์ดี หลานอวี่จึงกล่าวต่อ
