จ้าวรุ่ยกดมือไว้บนดาบสั้นข้างเอวอย่างตื่นเต้น พลางครุ่นคิดว่าควรให้คนลอบสังหารจ้าวเจียนเสียในภายหลังหรือไม่
ทว่า ภายในท้องพระโรงกลับเงียบสนิท ไม่มีผู้ใดเอ่ยวาจา และไม่มีผู้ใดขยับเขยื้อน
จ้าวรุ่ยจึงได้สติ หันไปมองเหล่าทหารที่ถืออาวุธ
ทหารหลายร้อยนายในชุดเกราะเรียบร้อยยืนนิ่งงันอยู่ริมท้องพระโรง ราวกับไม่ได้ยินคำสั่งของจ้าวรุ่ย
จ้าวรุ่ยเริ่มกระวนกระวาย เขาหันไปตะโกนใส่กลุ่มทหารที่ยืนง้างคันธนูและพาดลูกธนูไว้ตรงประตู
“ยิงมันให้ตายเพื่อถ่งหลิ่งผู้นี้! ขุนนางกบฏเช่นมัน สมควรถูกสังหารเสียให้สิ้น...”
น่าเสียดายที่พลธนูเหล่านั้นยังคงไม่ขยับ ใบหน้าและศีรษะของพวกเขาซ่อนอยู่ใต้หมวกเกราะจนมองไม่เห็นสีหน้า ทว่าร่างกายกลับนิ่งสนิท
จ้าวรุ่ยจึงเริ่มตื่นตระหนกและมองหาคนสนิทกับผู้ติดตามของตน ทหารคุ้มกันหลายร้อยนายก็ถูกจัดให้อยู่แถวหน้าไปหมดแล้ว เหตุใดจึงไม่ยอมทำตามคำสั่งของเขา?
ขณะที่กำลังลนลานกวาดตามองไปทั่ว องค์รัชทายาทจ้าวเจียนซึ่งนั่งนิ่งอยู่บนแท่นสูงก็เอ่ยขึ้น
“จ้าวรุ่ย เราไม่คิดเลยว่าเจ้าจะใจร้อนถึงเพียงนี้ เสด็จพ่อประชวรหนักจนตรัสไม่ได้ เจ้าจงบอกเรามาสิว่า ผู้ใดมอบอำนาจให้เจ้า?”
จอกสุราในมือเขานิ่งสนิท ไม่มีแม้แต่ริ้วคลื่นไหว
จ้าวรุ่ยเสียขวัญโดยสิ้นเชิง จากแววตาของเหล่าขุนนาง เขามองเห็นทั้งความเย้ยหยันและความเวทนา
“พวกเจ้า...พวกเจ้าคิดจะขัดพระราชประสงค์หรือ? หรือว่าคนผู้นี้นำต้าเจิ้งเข้าสู่หายนะ บ้านเมืองใกล้ล่มสลายอยู่รอมร่อ เมื่อรังพังไข่ย่อมไม่เหลือ พวกเจ้าจะยืนมองเขาก่อเภทภัยแก่บ้านเมืองและประชาชนเช่นนี้หรือ?”
