“เสด็จพี่ ฉินฟางเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของหลินเฟิง เกรงว่าจะไม่อาจเคลื่อนทัพเข้าเมืองหลวงได้ หากหลินเฟิงรู้เรื่องนี้เข้า เกรงว่าจะเกิดความบาดหมาง”
อ๋องรุ่ยรีบอธิบาย
หลิ่นชางสือแค่นเสียงเย็นชา “ท่านอ๋อง หลินเฟิงก็เป็นขุนนางใหญ่ของราชสำนักเช่นกัน เรียกตัวผู้ใต้บังคับบัญชาของเขามาสักคน แล้วจะมีสิ่งใดไม่สมควร?”
อ๋องรุ่ยลอบคิดว่า เจ้าโง่เอ๊ย หรือไม่รู้ว่าเจิ้นซีแตกต่างจากที่อื่นหรือไร?
“เสด็จพี่ ฉินฟางติดตามหลินเฟิงมานาน หากไม่มีคำอนุญาตจากหลินเฟิง พวกเราคงระดมกำลังเขามาไม่ได้ เกรงว่าจะเกิดความขุ่นเคืองโดยใช่เหตุ”
จ้าวเจิ้นโบกมือ “เช่นนั้นก็มีราชโองการ ให้หลินเฟิงส่งกองทัพมาโดยพลัน”
ทุกคนได้ฟังแล้วต่างพูดไม่ออก
คำพูดนี้คล้ายกับว่าฝ่าบาทตรัสไปแล้วไม่รู้กี่ครั้ง ทว่าจนบัดนี้ก็ยังไม่เห็นหลินเฟิงส่งกำลังพลมาแม้แต่คนเดียว
คนในตำหนักต่างหันไปมองอ๋องรุ่ย
เพราะหลินเฟิงสนิทสนมกับอ๋องรุ่ยมากที่สุด อีกทั้งยังเป็นเขาที่คอยเสนอให้หลินเฟิงได้รับการเลื่อนยศและบรรดาศักดิ์มาโดยตลอด
อ๋องรุ่ยครุ่นคิดครู่หนึ่ง “เสด็จพี่ หลินเฟิงยึดดินแดนตะวันตกได้แล้ว ซูเฉียนกบฏถูกคุมขังในคุกหลวง มิสู้ฉวยโอกาสแต่งตั้งให้หลินเฟิงปกครองจวนตูฮู่เจิ้นซี แล้วมีพระราชโองการกำชับให้เขานำทัพเข้าเมืองหลวงอีกชั้นหนึ่ง คิดว่าหลินเฟิงคงไม่ปฏิเสธ”
ฝ่าบาทยังไม่ทันตรัสอะไร อัครมหาอัครมหาเสนาบดีหานฉีก็ส่ายหน้า
“ฝ่าบาท ราชสำนักเลื่อนยศให้เขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า จะเร่งร้อนเกินไปหรือไม่?”
อ๋องรุ่ยไม่เห็นด้วย “ต่อให้เร่งร้อน ยังจะเร่งด่วนกว่าวิกฤตในนครหลวงหรือ?”
หลิ่นชางสือประสานมือคำนับ “ท่านอ๋องกล่าวเช่นนี้ไม่ได้ ฝ่าบาทพระราชทานยศและบรรดาศักดิ์ให้หลินเฟิงซ้ำแล้วซ้ำเล่า จะทำให้เขาหยิ่งผยองหรือไม่ ถึงกับไม่ฟังพระดำรัสของฝ่าบาทแล้ว”
