เขาเคยวิเคราะห์ลักษณะเด่นของกองทัพเจิ้นซีกับเหล่านายทหารแล้ว
อีกฝ่ายเป็นทหารม้า เคลื่อนกำลังได้รวดเร็ว ไม่เหมาะจะปะทะกันกลางทุ่ง
หากจำต้องรบกลางแจ้ง ก็ต้องประสานกำลังหลายกอง ล้อมพันธนาการอีกฝ่ายไว้ แล้วค่อยกำจัดให้สิ้น
เขาเพิ่งออกคำสั่งวางกลยุทธ์การรบเสร็จ คาดไม่ถึงว่าเช้าวันถัดมา กองทหารม้าของกองทัพเจิ้นซีจะปรากฏอยู่หน้าค่ายของตน
ชิวเจี้ยปีนขึ้นหอสังเกตการณ์ในค่าย มองสำรวจกองทัพเจิ้นซีที่อยู่นอกค่าย
เห็นอีกฝ่ายแบ่งกำลังเป็นสามสาย ซ้าย กลาง ขวา แต่ละสายมีทหารม้าราวห้าพันนาย
เข้ามาใกล้ค่ายในระยะไม่ถึงหนึ่งลี้แล้ว
ชิวเจี้ยรู้สึกฉงน กองทัพเจิ้นซีมีไพร่พลเกือบสองเท่าของตน ยังกล้าเปิดฉากรุกก่อน คิดจะทำอะไรกันแน่?
แม่ทัพชั้นสูงทั้งสี่ที่อยู่ข้างกายเขาต่างมีสีหน้าเหยียดหยาม
“แม่ทัพใหญ่ ในเมื่อพวกมันกล้ามาถึงที่แล้ว พวกเราจะกลัวอะไร สู้เลยหรือไม่?”
ชิวเจี้ยส่ายหน้า “ได้ยินมานานว่าหลินเฟิงแห่งกองทัพเจิ้นซีเจ้าเล่ห์เพทุบาย อย่าหลงกลเขา ตั้งมั่นไว้ก่อน”
ไม่มีผู้ใดคิดว่ากองทัพเจิ้นซีจะบุกค่าย ดังนั้นแม้แต่คำสั่งให้ตั้งรับก็ยังมิได้ออกไป
ทหารม้าสามกองที่อยู่หน้าค่ายกองทัพผ้าโพกหัวดำหยุดม้าห่างออกไปหนึ่งลี้ รอคอยเกือบครึ่งชั่วยาม
ทว่าภายในค่ายของอีกฝ่ายกลับเงียบกริบ ไม่มีผู้ใดออกมารบแม้แต่คนเดียว
ผู้นำของกองกำลังทั้งสามคือหวังเฉียน หูจิ้นไฉ และหลี่ตงไหล
ทั้งสามปรึกษากันแล้วเห็นว่าการรอเช่นนี้ก็ไม่เข้าที สู้ทำตามคำชี้แนะของพี่ใหญ่ อ้อมค่ายมุ่งหน้าไปยังเมืองหลินตูเสียยังดีกว่า
คอยดูกันว่ากองทัพผ้าโพกหัวดำจะยังทนอยู่เฉยได้หรือไม่
