ภายใต้การประคองของน่าเริ่น หลินเฟิงฝืนลุกขึ้นนั่งได้ หลังประคองร่างกายให้มั่นคงแล้ว เขาก็เริ่มหลับตาตรวจสอบภายในร่าง
เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า เมื่อไร้ความช่วยเหลือจากกระบี่หัก ความเร็วและคุณภาพในการโคจรของปราณแท้ภายในร่างก็ด้อยลงไปมาก
การต่อสู้เป็นตายกับเสี่ยวไป๋ครั้งนี้ไม่ได้ทำให้เขาก้าวหน้าเท่าใดนัก นอกจากบาดแผลเต็มกายแล้ว ก็ไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงภายในร่างอย่างชัดเจน
ดูท่าคงต้องผสานเข้ากับกระบี่หัก จึงจะช่วยให้ตนพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วได้
หลังจากหลินเฟิงโคจรปราณแท้ภายในร่างครบสองรอบ เขาก็รู้สึกว่าอาการบาดเจ็บดีขึ้นอยู่บ้าง เสี่ยวไป๋ลงมืออย่างรู้หนักเบา มิได้ทำให้เกิดบาดแผลที่ไม่อาจฟื้นคืน
อวัยวะภายในหลายแห่งได้รับบาดเจ็บ ทว่าผ่านไปไม่กี่วันก็จะค่อย ๆ กลับเป็นปกติ
“ให้ตายสิ ความแตกต่างยังเห็นชัดถึงเพียงนี้”
หลินเฟิงอดทอดถอนใจมิได้
การที่คู่ต่อสู้ยังยั้งมือไว้ได้ ย่อมหมายความว่าอีกฝ่ายควบคุมกำลังที่ใช้โจมตีได้อย่างแม่นยำ ความแตกต่างนี้ไม่ต้องไตร่ตรองให้ถี่ถ้วนก็เห็นได้ชัดเจนยิ่ง
น่าเริ่นเฝ้าอยู่ข้างกายหลินเฟิงตลอดเวลา มองสีหน้าของเขาด้วยความเป็นห่วง
เมื่อได้ยินหลินเฟิงเอ่ยปาก ก็รีบถามว่า
“พี่ใหญ่ ท่านไม่เป็นไรแล้วหรือ?”
“ไม่เป็นไร นางยังไม่คิดเอาชีวิตข้าในยามนี้”
น่าเริ่นถามอย่างไม่เข้าใจ “พี่ใหญ่ ในเมื่อนางไม่คิดฆ่าท่าน แล้วเหตุใดถึงซ้อมท่านจนมีสภาพเช่นนี้?”
หลินเฟิงลืมตาขึ้น เหลือบมองน่าเริ่นแวบหนึ่ง
“นางกำลังช่วยให้ข้าก้าวหน้า”
น่าเริ่นไม่ได้ถามต่อ ทว่าสีหน้ากลับเผยความไม่เชื่ออย่างเห็นได้ชัด
ขณะนั้นเสี่ยวไป๋ก็เดินเข้ามาอย่างเชื่องช้า ยืนอยู่ไม่ไกลแล้วจ้องมองทั้งสองคน
