ทหารม้าศึกห้าร้อยนายเร่งม้าให้ทะยานขึ้นในชั่วพริบตา กระสุนปืนลูกซองถูกยิงจนหมดสิ้นแล้ว บัดนี้พวกเขาจึงเพียงยกโล่เหล็กขึ้นเบื้องหน้า มือขวาชักดาบม้า ขาทั้งสองหนีบลำตัวม้าแน่น โน้มกายแนบหลังอาชา แล้วพุ่งทะยานเข้าใส่แนวทวนของซีเซี่ยอย่างไม่คิดชีวิต
คมทวนเยียบเย็นวูบไหวอยู่ตรงหน้า ทหารม้าศึกแห่งกองทัพเจิ้นซีไม่เคยมีผู้ใดขลาดเขลา ระยะห่างเพียงสามสิบกว่าจั้งแทบถูกย่นเข้าหากันในพริบตา ดาบเหล็กกวัดแกว่งฟันทวนให้เบี่ยงออก ร่างกายทะยานตามม้าที่กระโจน พุ่งชนเข้าไปในค่ายศัตรู
นี่คือกองจู่โจมของทหารรักษาการณ์เมืองชายแดนเจิ้นซี แทบทุกครั้งที่ออกรบ พวกเขาล้วนพุ่งอยู่แนวหน้า ต่างรู้ดีว่าการบุกทะลวงครั้งนี้เป็นทางตาย ทว่ากลับไม่มีผู้ใดลังเลแม้แต่น้อย ต่างกระหน่ำเร่งม้าให้เร็วขึ้นอย่างบ้าคลั่ง
กองจู่โจมทั้งกองจัดขบวนเป็นรูปหัวลูกศร ผู้ที่นำหน้าอยู่คือขวางจง ไป่ฟูจ่างผู้เป็นหัวหน้ากองจู่โจม เขาเป็นทหารเก่าที่รับราชการในกองทัพเจิ้นซีมาห้าปี ผ่านการบุกตะลุยสนามรบมานับครั้งไม่ถ้วน
เขารู้ดีอยู่แก่ใจว่า การบุกทะลวงครั้งนี้คงเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิต
เพราะแนวทวนเบื้องหน้าแตกต่างจากครั้งก่อน ๆ อย่างสิ้นเชิง มันแน่นหนาเกินไป ทั้งจำนวนคนก็มีมากเกินไป
ปืนลูกซองไร้กระสุน ไม่อาจสร้างความสูญเสียแก่ศัตรูได้มากไปกว่านี้
คมทวนจำนวนมหาศาลไหววูบอยู่เบื้องหน้า แม้ดาบเหล็กจะฟาดฟัน ก็ยังปัดปลายทวนทั้งหมดให้พ้นทางไม่ได้
เมื่อควบทะยานเข้าไปในแนวข้าศึกด้วยความเร็วสูงได้หลายจั้ง ปลายทวนเล่มหนึ่งก็แทงทะลุลำคอม้า ชุ่มโชกไปด้วยเลือดสดของอาชา ก่อนกระแทกเข้าที่อกของขวางจง
แรงเฉื่อยมหาศาลทำให้แม้แต่เกราะเหล็กก็ไม่อาจต้านคมทวนได้ เมื่อความเจ็บแล่นวาบที่อก ขวางจงก็ถูกแรงกระแทกมหึมาพร้อมปลายทวนที่หักสะบั้น ดีดร่างลอยกระเด็นออกไป
