เย่ไห่ซานเห็นสึรุตะ เก็นมีสีหน้าผ่อนคลาย ก็รู้ว่าถึงเวลาที่สิ่งซึ่งควรเกิดขึ้นกำลังจะมาถึงแล้ว
ก่อนหน้านี้เขาเคยคิดไว้เช่นกัน หากพาตัวหลินเฟิงหลบหนี เกรงว่าคงหนีการไล่ล่าของสึรุตะ เก็นไม่พ้น อีกทั้งยังต้องแบกคนไปด้วย ระหว่างทางยิ่งสิ้นเปลืองกำลังเข้าไปทุกที สุดท้ายเกรงว่าแม้แต่ตัวเขาเองก็จะติดร่างแหไปด้วย
สึรุตะ เก็นโบกมือ “ศิษย์พี่เย่ หากถอนตัวไปเสียยามนี้ ข้าจะถือว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น ระหว่างเราสองคนไม่มีเรื่องบาดหมางต่อกัน”
“หึ ๆ สวรรค์ย่อมมีเมตตาต่อสรรพชีวิต เมื่อเห็นทางรอดก็ควรไว้ชีวิตผู้อื่น ศิษย์พี่สึรุตะไยต้องยึดติดกับเรื่องนี้ด้วย”
สึรุตะ เก็นไม่คิดจะพูดจาไร้สาระต่ออีก เจ้าพูดถึงเมตตาต่อสรรพชีวิตก็ช่าง แต่ระหว่างข้ากับไอ้หนุ่มนั่น มีเพียงศึกเป็นตายเท่านั้น
“ดี เช่นนั้นข้าจะขอประลองฝีมือกับศิษย์พี่สักครา ไม่ทราบว่าเขาคุนอวี๋ซึ่งยืนอยู่เหนือสำนักทั้งปวงในจงหยวนนั้น มีข้อได้เปรียบอันใดกันแน่”
สิ้นเสียง ร่างของเขาก็หายวับไปจากจุดเดิม
เมื่อพลังจิต พลังปราณ และพลังชีวิตฟื้นคืนมาเกือบสมบูรณ์แล้ว สึรุตะ เก็น จึงไม่คิดยืดเยื้ออีก ชักช้าไปอาจเกิดเหตุไม่คาดฝัน หากหลินเฟิงมีโอกาสหลุดพ้นจากเคราะห์นี้ขึ้นมา นั่นคงเป็นภัยใหญ่หลวงของสำนักมุเน็นริว
เย่ไห่ซานคิดจะถ่วงเวลาอีกสักหน่อย ทว่าเห็นสึรุตะ เก็นชิงลงมือก่อน จึงได้แต่ปลุกใจให้ฮึกเหิมแล้วพุ่งเข้ารับมือ
ทั้งสองปะทะกันกลางอากาศ เกิดเสียงดังราวกับฟ้าผ่า ทำให้ผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างสะท้านไปทั้งร่าง
เป้าหมายของสึรุตะ เก็นคือหลินเฟิงที่เหลือลมหายใจรวยริน เขาต้องบีบให้เย่ไห่ซานออกห่างจากจุดนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้บุตรสาวลงมือสังหาร
