ทั้งสองกำลังสนทนากัน ขันทีน้อยผู้หนึ่งก็เดินเข้ามาอย่างเร่งร้อน ยกชา ผลไม้ และขนมมาวางให้ จากนั้นคอยรินชาและปรนนิบัติอยู่ข้าง ๆ
ด้านนอกห้องยังมีเสียงร่ำไห้คร่ำครวญแว่วมา ทำให้หลินเฟิงรู้สึกกระสับกระส่ายอยู่บ้าง
ไม่นานนัก จูฉี่เซิ่งก็เดินเข้ามาอย่างเร่งร้อน ดวงตาของเขายังบวมแดง ทว่าสีหน้ากลับเคร่งขรึมยิ่ง
“ท่านอ๋อง ฝ่าบาทยังตรัสสั่งการไม่ทันเสร็จก็เสด็จสวรรคตเสียก่อน นับเป็นเรื่องน่าเสียดายยิ่ง ต่อจากนี้จะให้ข้าน้อยกล่าวถึงการจัดเตรียมขั้นต่อไปแทนฝ่าบาท”
หลินเฟิงลูบคาง สีหน้าแสดงความเสียดายไม่ต่างกัน
“เฮ้อ ขันทีจู ฝ่าบาททรงจัดการเรื่องใดไว้ ไม่จำเป็นต้องบอกข้าหรอก พวกท่านไปจัดการกันเถิด ส่วนตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์อะไรนั่น หลินเฟิงผู้นี้ก็ยากจะรับไหว ละอายใจนัก ละอายใจนัก”
กล่าวจบก็ลุกขึ้นหมายจะหลบหนี
ทว่าเมื่อเดินไปถึงประตู จ้าวเทียนอวี๋กลับเอียงศีรษะ กอดอกยืนขวางทางอยู่
จูฉี่เซิ่งหันกลับมา ยิ้มขื่นพลางประสานมือคำนับหลินเฟิง
“ท่านอ๋อง อย่าหยอกล้อข้าน้อยเลย ฝ่าบาททรงแต่งตั้งท่านเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ย่อมหมายให้ท่านเป็นผู้ดูแลราชการแผ่นดินต้าจง หากท่านไม่อาจรับภาระนี้ได้ เช่นนั้นฝ่าบาทก็มิได้...”
ความหมายของเขาคือ หากหลินเฟิงปฏิเสธตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ พระดำรัสสุดท้ายของจ้าวเจิ้นก็จะเป็นอันสูญเปล่า มิเท่ากับสิ้นพระชนม์โดยเปล่าประโยชน์หรือ
เมื่อเห็นหลินเฟิงยังคงลังเล จูฉี่เซิ่งก็กล่าวอย่างจนปัญญา
“ท่านอ๋อง เชิญนั่งก่อน ฟังข้าน้อยกล่าวให้จบ แล้วค่อยตัดสินใจเป็นอย่างไร”
หลินเฟิงเห็นว่าตนคงไปไหนไม่ได้ จึงหันกลับมานั่งลง ยกถ้วยชาขึ้น
