เรือที่มีขนาดเช่นนี้ บนแม่น้ำจิ้นมีเพียงกองทัพเจิ้นซีเท่านั้นที่ครอบครองได้
ทหารรักษาการณ์เมืองจิงหนานไม่จำเป็นต้องมาสืบข่าวเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเรือรบแล่นมาถึงหน้าเมืองจิงหนาน แม่ทัพรถศึกหนานกงเหยียนแห่งทหารประจำเมืองก็พาเหล่าแม่ทัพมารออยู่ที่ท่าเรือก่อนแล้ว
พวกเขาได้ยินชื่อเสียงอันเกรียงไกรของหลินเฟิงมานาน แต่ไม่เคยมีโอกาสพบหน้า ครั้นได้ยินครานี้ว่าหลินเฟิงจะมา ไม่มีผู้ใดยอมอยู่รั้งท้าย ต่างพากันตามหนานกงเหยียนมาที่ท่าเรือ หมายชมแม่ทัพในตำนานผู้เลื่องลือทั่วต้าจงด้วยตาตนเอง
เรือรบค่อย ๆ เข้าเทียบท่า เหล่ากะลาสีรีบทอดสมอ ใช้เชือกผูกตรึงตัวเรือ และวางสะพานลงเรือ
หลินเฟิงพาองครักษ์กลุ่มหนึ่งเดินมาถึงกราบเรือด้วยฝีเท้าหนักแน่น
ห่างออกไปราวยี่สิบกว่าก้าว หนานกงเหยียนสวมชุดเกราะเรียบร้อย ยืนอยู่ท่ามกลางเหล่าแม่ทัพ เงยหน้ารอคอย
เมื่อเห็นชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่ง ท่วงท่าสง่างามค่อย ๆ เดินลงจากเรือ ใบหน้าอ่อนโยน กวาดตามองผู้คนเบื้องล่าง
เหล่าแม่ทัพข้างกายหนานกงเหยียนไม่เคยพบหลินเฟิงมาก่อน ได้ยินเพียงว่าเป็นแม่ทัพหนุ่มผู้เด็ดขาดและเหี้ยมโหด พูดให้ชัดก็คือใจดำอำมหิต
แต่ชายหนุ่มผู้มีท่าทางเป็นมิตรเบื้องหน้ากลับไม่เหมือนที่ได้ยินมาเลย
“ท่านแม่ทัพ คนนี้คงไม่ใช่...”
“แล้วจะเป็นผู้ใด?”
“ก็ไม่มีคนอื่นแล้วนี่นา คนอื่นแต่งกายเหมือนองครักษ์ทั้งนั้น”
พวกเขากระซิบกระซาบกัน หลินเฟิงก็ลงจากเรือมาถึงแล้ว
หนานกงเหยียนไม่สนใจสิ่งอื่น ก้าวฉับ ๆ ไปข้างหน้า ประสานมือค้อมกายคารวะ
“หนานกงเหยียน แม่ทัพรถศึกแห่งเมืองจิงหนาน ขอคารวะจิ้งกั๋วกง”
