หลินเฟิงยิ้มขื่น “นี่มันให้ข้ามาพบปะ หรือจัดฉากให้คนมาลอบสังหารกันแน่?”
เผยชีอินขมวดคิ้วเช่นกัน “ช่างเป็นสถานที่เหมาะแก่การลอบสังหารจริง ๆ”
จากนั้นทั้งสองก็หันมามองหน้ากันแทบจะพร้อมกัน ต่างมีสีหน้าประหลาดใจ
เผยชีอินรีบหยิบกระดาษแผ่นนั้นออกมา ตรวจสอบที่อยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยืนยันว่าเป็นที่นี่จริง ๆ
“ที่อยู่ไม่ผิด”
“ที่ผิดอาจเป็นความเข้าใจของพวกเราสองคน”
“จริงด้วย เด็กคนนั้นก็ไม่ได้บอกว่าใครเป็นคนให้กระดาษมา...”
“หึ ๆ ทั้งเจ้าและข้าต่างคิดเอาเองทั้งนั้น”
หลินเฟิงชี้พัดพับในมือไปข้างหน้า
“จวี้ซาน เจ้าไปดูข้างหน้าที”
เฉียวจวี้ซานรับคำเสียงอู้อี้ ก้าวยาว ๆ ไปข้างหน้า ทว่าเผยชีอินกลับขวางเขาไว้
“ช้าก่อน เจ้าอยู่เฉย ๆ ให้ปู้หยุนถิงเข้าไปดู”
นางพูดพลางกวักมือเรียกปู้หยุนถิงที่อยู่ไกลออกไป
เฉียวจวี้ซานถอยหลังไปสองก้าว ขมวดคิ้วถลึงตา แต่ไม่ได้โต้แย้ง
เห็นได้ว่าเผยชีอินมีอำนาจไม่น้อยในหมู่ผู้คุ้มกัน
เผยชีอินไม่จำเป็นต้องอธิบายเหตุผลให้เฉียวจวี้ซานฟัง แต่จำต้องชี้แจงให้หลินเฟิงเข้าใจ
นางหันไปใช้สองมือกะความกว้างของตรอก แล้วเหลือบมองเฉียวจวี้ซานด้วยดวงตาคู่สวย
หลินเฟิงกลั้นยิ้ม ก่อนพยักหน้าเบา ๆ เป็นเชิงว่าเข้าใจแล้ว
ก็จริง ด้วยร่างอ้วนใหญ่ของเฉียวจวี้ซาน หากจะเข้าไปในตรอกเช่นนี้ คงต้องใช้คำว่าเบียดเข้าไป
บางช่วงแคบลงอีกสักหน่อย เกรงว่าเขาจะเข้าไปไม่ได้ หรือไม่ก็ออกมาไม่ได้ หากเกิดเหตุขึ้น ย่อมกลายเป็นเป้านิ่งให้ผู้อื่นโจมตี
ปู้หยุนถิงกลับต่างออกไป เขารูปร่างผอมเพรียว โดยเฉพาะวิชาตัวเบาที่ฝึกฝนได้ดี จัดอยู่ในกลุ่มแนวหน้าของเหล่าผู้คุ้มกัน
