ภายในท้องพระโรงไม่มีผู้ใดเอ่ยวาจา ทุกคนต่างรู้ดีแก่ใจว่าเรื่องนี้เห็นกันอยู่ชัด ๆ ยังต้องให้พูดอีกหรือ
หลังจากเงียบงันไปครู่หนึ่ง จ้าวเจิ้นก็ขมวดคิ้วถาม
“ฝู่ถ่งหลิ่งทหารองครักษ์หลวงหลินเฟิงมาถึงแล้วหรือไม่?”
เมื่อเห็นฮ่องเต้ตรัสถาม จูฉี่เซิ่งก็รีบกราบทูลเสียงเบา
“ฝ่าบาท หลินเฟิงเกรงว่าจะถูกลอบสังหารหากเข้ามาในเมืองหลวง จึงไม่กล้ามาเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
“เป็นเช่นนี้อีกแล้ว...”
จ้าวเจิ้นตบโต๊ะทรงพระอักษรดังเพียะ ก่อนกริ้วตรัสตำหนิ
“เขาเป็นถึงฝู่ถ่งหลิ่งทหารองครักษ์หลวง เผชิญหน้ากับกองทัพกบฏหลายแสนนายยังรบชนะครั้งแล้วครั้งเล่า จะกลัวเพียงมือสังหารกระจอกไม่กี่คนได้อย่างไร!”
ไม่มีผู้ใดกล้ารับคำ ทุกคนต่างรู้ว่าหลินเฟิงไม่มาเพราะเหตุใด
เมื่อเห็นว่าไม่มีใครตอบ จ้าวเจิ้นจึงหันไปมองว่านเฉวียน
“ไท่ซือ ในฐานะถ่งหลิ่งทหารองครักษ์หลวง ท่านคิดเห็นต่อเรื่องนี้อย่างไร?”
ว่านเฉวียนนั่งอยู่บนเก้าอี้ พลางค้อมกายให้จ้าวเจิ้นเล็กน้อย
“ฝ่าบาท ทหารองครักษ์หลวงมีกำลังพลหนึ่งแสนสองหมื่นนาย ถูกหลินเฟิงแบ่งไปมากกว่าสี่หมื่นนาย หากหักค่ายองครักษ์ใกล้ชิดที่คุ้มกันนครหลวงออก ก็เหลือกำลังพลเพียงหกหมื่นนายเท่านั้น เทียบกับกองทัพกบฏสองแสนแล้ว ห่างชั้นกันมาก กระหม่อม...”
เขาไม่ได้กล่าวต่อ ทว่าความหมายชัดเจนยิ่ง
แม้คำพูดของเขาจะพุ่งเป้าไปที่หลินเฟิง แต่ทุกคนต่างเข้าใจดีว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับหลินเฟิงมากนัก
แต่เดิมทหารองครักษ์หลวงล้วนอยู่ภายใต้การบัญชาการของว่านเฉวียน เมื่อต้องเผชิญหน้ากับกองทัพกบฏก็พ่ายถอยอย่างต่อเนื่อง เกือบถูกตีเมืองแตกในท้ายที่สุด
หากมิใช่เพราะหลินเฟิง ป่านนี้อ๋องฝูจ้าวเจิงคงไม่ต้องเปลี่ยนชื่อแคว้นแล้ว เพียงขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้ต้าจงเสียก็สิ้นเรื่อง
