จ้าวเจิ้นเองก็เห็นว่ามีเพียงจูฉี่เซิ่งที่เหมาะสม ไม่ว่าจะมองจากด้านใด เขาก็สมควรรับหน้าที่นี้ได้
ยามนี้เสบียงและเนื้อสัตว์ในเมืองหลวงขาดแคลน จึงทำได้เพียงเบิกทองคำ เงิน อัญมณี ผ้าไหม และแพรต่วนจากท้องพระคลังมาเพิ่ม เพื่อใช้เป็นรางวัลปลอบขวัญ
เมื่อราชโองการของฝ่าบาทส่งมาถึงจูฉี่เซิ่ง ขันทีจูก็พลันลำบากใจ
เพราะในท้องพระคลังก็แทบไม่เหลือเงินแล้ว
หลายปีมานี้มีแต่การทำศึก ไม่มีรายรับเข้ามา ท้องพระคลังอันกว้างใหญ่จึงแทบถูกกวาดจนเกลี้ยง
สำหรับผู้สร้างคุณูปการใหญ่หลวงอย่างกองทัพเจิ้นซี หากให้รางวัลน้อยนิดเกินไปก็ดูขัดตา
แต่เงินทองหมดเกลี้ยงแล้วจริง ๆ จูฉี่เซิ่งจึงกลัดกลุ้มแทบแย่
ในฐานะผู้แทนฝ่าบาทไปมอบรางวัลแก่ทหารทั้งสามทัพ หากไม่มีของมีค่าติดมือไปบ้าง เขาย่อมเสียหน้า
ทั้งยังไม่สมกับที่ตนเป็นขันทีใหญ่ผู้มีอำนาจที่สุดในวังหลวง
ไม่มีทางเลือกอื่น จูฉี่เซิ่งจึงทำได้เพียงไปหาพระสนมเอกว่าน นางเป็นคนสนิทที่เขาพอจะพูดจาด้วยได้ในวัง ทั้งยังมีฐานะเหมาะสม
พระสนมเอกว่านเองก็ลำบากใจ นางขมวดคิ้วมองจูฉี่เซิ่งที่ยืนก้มหน้าอยู่เบื้องล่าง
“ขันทีจู เรื่องที่ให้ข้าช่วยออกเงินสักหน่อยย่อมไม่มีปัญหา แต่เงินเท่านี้คงไม่พอกระมัง?”
จูฉี่เซิ่งฝืนยิ้มประจบ “พระสนม ท่านพอจะไปหยิบยืมจากคนสนิทสักสองสามคนได้หรือไม่ รอท้องพระคลังมีเงินทองบริบูรณ์แล้ว ข้าน้อยจะชดใช้คืนเป็นสองเท่า”
พระสนมเอกว่านยิ้มขื่น “ยามนี้บ้านเมืองปั่นป่วน ทุกคนต่างกำเงินไว้แน่น เฮ้อ ช่างยากเย็นนัก”
จูฉี่เซิ่งเข้าใจดี บ้านเมืองวุ่นวายถึงเพียงนี้ ไม่มีผู้ใดกล้าปล่อยเงินให้ผู้อื่นยืมง่าย ๆ
