ทหารหกคนเดินตามทหารกองทัพเจิ้นซีขึ้นไปยังหอเรือชั้นบน พวกเขากวาดตามองไปรอบด้าน พลางแลกเปลี่ยนสายตาที่เต็มไปด้วยความตื่นตะลึงโดยไม่เอ่ยวาจา
นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นเรือรบลำใหญ่ถึงเพียงนี้ เหล่าขุนนางต้าเหอต่างครุ่นคิดอยู่ในใจว่า เรือขนาดมหึมาเช่นนี้ต้องใช้คนมากมายเพียงใดจึงจะพายไหว
เพียงเห็นช่องปืนใหญ่เรียงรายแน่นขนัดอยู่ข้างลำเรือ ก็มองจนตาลายแล้ว
เมื่อขึ้นมาถึงดาดฟ้า ในที่สุดองค์หญิงไอโกะก็สะกดความตื่นตะลึงในใจไว้ไม่อยู่ อ้าปากอุทานออกมา
พวกเขาถูกทหารนำขึ้นไปทีละชั้น ดาดฟ้าเหล็กกล้าทำให้ทุกคนแทบสิ้นหวัง
เรือลำนี้จะหนักเพียงใดกัน ต่อให้มีฝีพายเต็มลำ เกรงว่าก็คงพายไม่ขยับแม้แต่น้อย
ท่ามกลางความตื่นตะลึงที่ยังไม่คลาย ทั้งหกคนถูกนำเข้าไปยังห้องรับรองบนชั้นห้า
โถงใหญ่สว่างไสวและกว้างขวาง ตรงกลางตั้งโต๊ะยาวหนึ่งตัว ทั้งสองข้างเรียงเก้าอี้เป็นแถว ขัดจนเป็นเงาวับ เมื่อแสงตะวันส่องกระทบก็เปล่งประกายสีทองอร่าม
“ช่างโอ่อ่ายิ่งนัก...”
แม้องค์หญิงไอโกะผู้คุ้นชินกับความหรูหราก็ยังอดเอ่ยปากชมไม่ได้
ทากาฮาชิ อากิทากะเองก็กวาดตามองรอบด้าน พลางขมวดคิ้ว
“นี่...นี่คือเรือรบหรือ?”
องค์หญิงไอโกะกับทากาฮาชิ อากิทากะ ไกโช (เสนาบดีการต่างแดน) นั่งอยู่ด้านหนึ่งของโต๊ะ ส่วนขุนนางต้าเหออีกสองคนกับผู้ติดตามขององค์หญิงต่างยืนอยู่ด้านหลังพวกเขา
ทหารนายหนึ่งยกถาดน้ำชาเข้ามา แล้วรินชาร้อนให้ทุกคน
ไม่นานนัก ทุกคนก็ได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้นบนดาดฟ้า เงามืดทอดลงตรงปากประตู จากนั้นองครักษ์ถือทวนสองนายก็เดินเข้ามา ก่อนแยกไปยืนประจำสองข้าง ชายหนุ่มคนหนึ่งจึงก้าวข้ามธรณีประตูเข้ามาในห้องรับรอง
