เพราะค่ายเหล่านี้ล้วนสร้างขึ้นอย่างเร่งด่วน จึงไม่มีสิ่งกีดขวางมากนัก ใช้เพียงค่ายรั้วไม้กั้นพื้นที่ด้านในกับด้านนอกไว้เท่านั้น
ดังนั้น เมื่อค่ายรั้วไม้แถวหนึ่งถูกหินยักษ์กระแทกจนพังทลาย ภายในและภายนอกค่ายก็เชื่อมถึงกันเป็นทางโล่ง
ทหารราบสามพันนายที่เหลือของกองทัพผ้าโพกหัวดำแทบมิได้ต่อต้าน ก็ถูกทหารม้าเหล็กห้าพันนายเหยียบย่ำจนกลายเป็นกองเลือดเนื้อเละเทะ
สงครามโหดร้ายเช่นนี้เอง ยามทหารม้านับไม่ถ้วนควบผ่านค่ายที่นองไปด้วยเลือด ไม่มีผู้ใดใส่ใจกลิ่นคาวเลือดฉุนจมูก
หรือซากแขนขาที่เกลื่อนพื้น
ภาพน่าสยดสยองของสมรภูมิดุจแดนอสูรนี้ ทหารกองทัพเจิ้นซีเห็นจนชินชาไปนานแล้ว
ขณะนั้นเอง ทหารกองทัพผ้าโพกหัวดำแปดพันนายเพิ่งจัดแนวรบเสร็จสิ้น ณ หน้าค่ายทางเหนือ
ทหารม้าหน่วยหนึ่งร้อยนายค่อย ๆ เคลื่อนเข้าใกล้หน้าค่ายทางเหนืออย่างระมัดระวัง ครั้นอยู่ห่างจากค่ายราวหนึ่งร้อยก้าว ลูกธนูขนปีกนับไม่ถ้วนก็พุ่งเข้าหาพวกเขา
เหล่าทหารม้าพากันยกโล่ขึ้น มือขวากระตุกบังเหียน ม้าควบถอยหลังอย่างรวดเร็ว
ทว่าพวกเขายังเร็วไม่เท่าลูกธนู ทหารม้าหนึ่งร้อยนายถูกลูกธนูระลอกหนึ่งยิงร่วงไปกว่าสามสิบคน
เอ้อหลุนฉี ผู้นำกองทัพผ้าโพกหัวดำเดือดดาลยิ่ง รีบโบกมือออกคำสั่งทันที
“บุก! ตีค่าย สังหารศัตรู!”
ทหารแปดพันนายส่งเสียงโห่ร้อง ทหารม้าสามพันนายรั้งอยู่ด้านหลัง ส่วนทหารราบห้าพันนายบุกนำหน้า พากันกรูเข้าหาค่ายรั้วไม้
เมื่อทหารราบห้าพันนายเข้าใกล้ค่ายรั้วไม้ ลูกธนูนับไม่ถ้วนก็ทะยานขึ้นสู่ฟ้า ระดมยิงออกมาเป็นระลอกแล้วระลอกเล่า
ทหารราบกองทัพผ้าโพกหัวดำยกโล่ขึ้นกำบังเบื้องหน้า ค่อย ๆ ขยับเข้าใกล้ค่ายรั้วไม้ทีละก้าว
