จ้าวซั่วเบิกตากว้างทันที น้ำเสียงสั่นเครือ
“พี่ใหญ่ อย่าเอาน้องมาล้อเล่นเช่นนี้สิ...”
เมื่อถึงหอสุรา หลินเฟิงก็สะบัดเท้าลงจากโกลนแล้วก้าวยาว ๆ ไปยังประตูหอสุรา
ครั้นก้าวข้ามธรณีประตู เขาก็ยื่นมือมาตบไหล่จ้าวซั่วเบา ๆ
“หากข้าสังหารฉุยอิ๋ง มิใช่เพราะเห็นใจนางหรอก ที่สำคัญคือกลัวเจ้าจะตามนางไปด้วย”
จ้าวซั่วยืนนิ่งอยู่หน้าประตู ไม่สนใจผู้คนที่เดินผ่านข้างกาย ได้แต่มองแผ่นหลังของหลินเฟิงซึ่งลับหายไปเบื้องหน้าอย่างเหม่อลอย
เหล่าองครักษ์ต่างเข้าประจำตำแหน่งเรียบร้อยแล้ว จ้าวซั่วจึงค่อยได้สติกลับคืน
“เฮ้อ ชาตินี้ได้คารวะท่านเป็นพี่ใหญ่...ก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว”
เถียนจ้งหรูได้รับเทียบเชิญจากหลินเฟิง พลันยินดีจนแทบคลั่ง ราวกับถูกความปลาบปลื้มจากความสำเร็จโอบล้อมไว้
เขารู้สึกว่าเงื่อนไขที่อ๋องฝูเสนอมา หากมิใช่เทพเซียน ย่อมยากจะต้านทาน
แน่นอนว่าไม่นับฝ่าบาทองค์ปัจจุบัน
ระหว่างงานเลี้ยง ทั้งสองฝ่ายพูดคุยหัวเราะต่อกัน บรรยากาศกลมเกลียวยิ่งนัก
ภายในเมืองเทียนจื่อยังมีสายลับจากทุกฝ่ายแฝงตัวอยู่
งานเลี้ยงระหว่างหลินเฟิงกับเถียนจ้งหรูถูกแพร่งพรายออกไปในบ่ายวันรุ่งขึ้น
เมื่ออ๋องฝูได้รับรายงาน ก็แค่นเสียงเย็นชาในใจ เงื่อนไขที่ตนเสนอไปถึงเพียงนี้ ผู้ที่ยังปฏิเสธได้คงมิใช่มนุษย์ธรรมดาแล้ว
เขาลอบกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ครู่หนึ่ง
ไม่ว่าอย่างไร ขอเพียงกำจัดกองทัพเจิ้นซีของหลินเฟิงได้ นครหลวงก็ต้องตกอยู่ในมือเขาไม่ช้าก็เร็ว
เมื่อถึงยามนั้น หากได้ขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้ เงื่อนไขที่เขาเคยรับปากไว้ระหว่างทางก็มีมากมาย ส่วนจะทำตามได้หรือไม่ ย่อมขึ้นอยู่กับผู้เกี่ยวข้องว่าจะประพฤติตนเช่นไร
