ชายวัยกลางคนได้ยินดังนั้นก็พลันตกใจ
“โห เจ้าได้เปรียบไม่น้อยเลยทีเดียว จัดการเส้นสายได้ไม่เลวเลยนี่”
“เจ้าชื่ออะไร?”
หลินเฟิงยิ้มบาง ๆ แล้วถามเสียงเรียบ
“เฉินซานหรง เป็นญาติห่าง ๆ กับครอบครัวฮูหยินอัครมหาเสนาบดี ยังไม่พ้นญาติห้าชั่วคน”
เฉินซานหรงเผยสีหน้าภาคภูมิใจ
“อืม ถือว่าเขาดูแลเจ้าอยู่บ้าง”
“จะเทียบกับท่านได้อย่างไร ท่านเป็นถึงรองหัวหน้าหน่วย อย่างน้อยก็ขั้นห้าชั้นเอกกระมัง มีเงินนี่ดีจริง ๆ”
เฉินซานหรงทั้งอิจฉาทั้งริษยา
“มีอะไรดี คนเฝ้าประตูบ้านอัครมหาเสนาบดียังได้ขั้นเจ็ดเลย”
“ฮ่า ๆ นั่นเป็นข่าวลือเหลวไหล”
ทั้งสองพูดคุยสัพเพเหระกันไปเรื่อย หลินเฟิงรู้สึกฉงนใจเล็กน้อย
“พวกเราทำหน้าที่คุ้มกัน เหตุใดจึงว่างงานถึงเพียงนี้?”
“เฮ้อ จะมีเรื่องอันใดได้ อัครมหาเสนาบดีจัดการได้หมด ไม่มีผู้ใดกล้ามาก่อเรื่อง นอนหลับได้ตามสบายด้วยซ้ำ”
เฉินซานหรงกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
“ช่างเป็นงานที่ดีจริง ๆ”
เฉินซานหรงหัวเราะแล้วกล่าวว่า “ท่านก็ไม่ต้องกังวล ขอเพียงมีคนคิดซื้อตำแหน่งขุนนาง แล้วให้ท่านช่วยวิ่งเต้น อย่างน้อยก็เรียกเงินกลับมาได้สองสามหมื่นตำลึง ไม่ถึงสองปีก็ถอนทุนคืนแล้ว ถึงยามนั้นก็ได้ตำแหน่งขุนนางขั้นห้ามาเปล่า ๆ ผู้คนย่อมพากันอิจฉา”
หลินเฟิงไม่อยากพูดต่อ จึงโบกมือ “พอเถิด ตั้งใจเฝ้ายามให้ดี ข้าจะไปเดินดูทางโน้นสักหน่อย”
“ไม่ต้องลำบากหรอก หาที่หลบอยู่สักแห่งเถิด รับรองว่าไม่มีเรื่องอะไร”
หลินเฟิงครุ่นคิดแล้วก็เห็นด้วย ฟ้ายังไม่มืด หากเดินวนไปมาเช่นนี้ก็เสียเวลาเปล่า สู้หามุมสงบสักแห่งนั่งสมาธิศึกษาวิชาจะดีกว่า
