หลินเฟิงอำลาต้วนซานเหนียงที่อาลัยอาวรณ์เขา พร้อมฝากคำพูดถึงเจ้าหน้าตายว่า เมื่อบาดแผลหายดีแล้ว สามารถไปพบกันที่นครหลวงได้ จากนั้นจึงติดตามเหมียวฉางเฟิงมายังที่ว่าการเจ้าเมืองลั่วเฉิง
เหมียวฉางเฟิงรู้ว่ามู่ชวนมีฝีมือเก่งกาจ เพราะได้ฟังคำบอกเล่าของท่านรองต้วนว่า เหยียนจิ่น ศิษย์สายในรุ่นที่สองแห่งสำนักเจิ้งอีบนภูเขาเทียนซาน ดูเหมือนจะพลาดท่าให้มู่ชวน ด้วยเหตุนี้ เขาจึงปฏิบัติต่อมู่ชวนแตกต่างจากองครักษ์คนอื่น
แม้องครักษ์ที่เขาเลือกมาล้วนเคยเป็นยอดฝีมือในยุทธภพ แต่เมื่อเทียบกับผู้บำเพ็ญตนจากสำนักเร้นกายแล้ว ยังห่างชั้นกันมากนัก
เหมียวฉางเฟิงตื่นเต้นยิ่งนักที่ในหน่วยองครักษ์ของตนมีผู้บำเพ็ญตนอยู่ด้วย
ท่าทีที่มีต่อหลินเฟิงจึงแตกต่างไปมาก ทั้งยังมิได้จำกัดเขามากมาย เพียงปล่อยให้ทำตามใจ ขอแค่อย่าทิ้งขบวนและอย่าอยู่ห่างจากตนเกินไปก็พอ
หลินเฟิงในยามนี้สวมเกราะทัพหลวงต้าเจิ้ง อาวุธยุทโธปกรณ์ครบครัน ขี่ม้าตัวสูงใหญ่ซ่อนตัวอยู่ในหมู่ทหารหลวงหลายร้อยนาย
ด้วยขบวนทัพเช่นนี้ สึรุตะ เก็นกับพวกย่อมตามหาร่องรอยของเขาไม่พบ
ผู้บำเพ็ญตนที่คิดตามหาหลินเฟิง ต่อให้ขบคิดจนหัวแทบแตก ก็คาดไม่ถึงว่าหลินเฟิงจะปะปนอยู่ในขบวนทัพหลวงต้าเจิ้ง ทั้งยังเป็นองครักษ์ใกล้ชิดของเหมียวฉางเฟิง อัครมหาเสนาบดีต้าเจิ้ง
หลังจากหลินเฟิงเข้าร่วมทัพหลวงต้าเจิ้งอย่างเป็นทางการ จึงได้รู้จุดประสงค์ที่แท้จริงของการเดินทางมายังลั่วเฉิงของเหมียวฉางเฟิง
เดิมทีองค์รัชทายาทจ้าวเจียนนำทัพไปโจมตีเมืองหลินตู หนึ่งในแปดเมืองเจิ้นซี ทว่าหลี่ตงไหล แม่ทัพรักษาเมืองแห่งกองทัพเจิ้นซี ต้านทานอย่างสุดชีวิต ทั้งสองฝ่ายจึงยื้อกันไม่แพ้ไม่ชนะ
