หลังเว่ยหนานจี๋กลับเข้าเมือง ก็เริ่มวางแผนใช้ปัญญากำจัดหลินเฟิง
ความล้มเหลวครั้งก่อนทำให้อีกฝ่ายระแวดระวังขึ้นแล้ว ครานี้จึงต้องวางแผนให้รอบคอบอย่างยิ่ง
วันแรกผู้มีอำนาจสูงสุดแห่งเมืองจิงหนานเป็นเจ้าภาพเลี้ยงหลินเฟิง ส่วนวันที่สองก็สมควรถึงคราวที่เขา เว่ยหนานจี๋ ผู้มีอำนาจรองลงมา เป็นเจ้าภาพบ้าง
เมื่อพิจารณาตามเหตุผลแล้ว เรื่องนี้ย่อมสมเหตุสมผล ไม่ทำให้ผู้ใดเกิดความสงสัย
เว่ยหนานจี๋ไม่คิดลงมือในงานเลี้ยง เพราะนอกจากจะเอิกเกริกเกินไปแล้ว ผลที่จะตามมาก็ยากคาดเดา
เทียบเชิญเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว เขาจึงไปยังที่พักของหลินเฟิงด้วยตนเอง ยื่นหนังสือคารวะตรงหน้าประตูใหญ่ แล้วรอให้หลินเฟิงเรียกพบ
เมื่อหลินเฟิงเห็นหนังสือคารวะ ก็เชิญเว่ยหนานจี๋เข้ามาพบทันที
ทั้งสองนั่งลงในโถงรับรอง มีองครักษ์ยกน้ำชามาให้
เว่ยหนานจี๋ยกถ้วยชาขึ้นพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“ท่านอ๋อง หากกระหม่อมเชิญพระองค์ไปเลี้ยงรับรองที่จวน ก็คงดูขอไปทีเกินไป กระหม่อมจึงตรึกตรองอยู่หนึ่งวัน เห็นว่าหากจะจัดงานเลี้ยงถวายท่านอ๋อง ก็ต้องแสดงความจริงใจให้มากกว่านั้น”
หลินเฟิงเอ่ยเรียบๆ ว่า “ไม่ทราบว่าแม่ทัพเว่ยคิดจะแสดงความจริงใจเช่นไร?”
เว่ยหนานจี๋นิ่งคิดเล็กน้อย “ท่านอ๋อง เมืองจิงหนานของเรามีสายสัมพันธ์บางอย่างกับอารามอวี้เฉวียนบนภูเขาอวี้ฝู กระหม่อมอยากเชิญท่านอ๋องขึ้นภูเขาอวี้ฝูในวันพรุ่ง ลิ้มลองสำรับเจของอารามอวี้เฉวียน นี่นับเป็นวาสนาที่หาได้ยากยิ่ง”
เขารู้ว่าหลินเฟิงมีความเกี่ยวข้องบางประการกับอารามอวี้เฉวียน แต่เพราะฐานะของตนยังไม่สูงพอ จึงไม่ทราบรายละเอียดแน่ชัด ทว่าไม่ว่าความสัมพันธ์นั้นจะเป็นเช่นไร ขอเพียงเป็นไปในทางที่ดี หากเชิญหลินเฟิงไปกินสำรับเจที่อารามอวี้เฉวียน อีกฝ่ายย่อมไม่ปฏิเสธ
