นักพรตเหลิ่งเฉวียนเสียดายอัจฉริยะอย่างหลินเฟิงยิ่งนัก ไม่นึกเลยว่าเขาจะต้องมาดับสูญเช่นนี้
ที่สำคัญ สมบัติคุ้มครองอารามอวี้เฉวียนก็สูญหายไปพร้อมกัน
เขายังไม่กล้าไปถามชูฉิน เพราะสองสำนักมีความแตกต่างกันมาก อีกฝ่ายย่อมไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา
ส่วนนักพรตเจินจั๋วเต็มไปด้วยความโศกเศร้า หลินเฟิงคือความหวังในบั้นปลายชีวิตของนาง ทั้งยังเป็นความหวังในการพัฒนาอารามอวี้เฉวียนด้วย
ทุกความคิดของเจินจั๋วล้วนมุ่งอยู่กับการยกระดับวิชาของหลินเฟิง นางคิดจะเร่งยกระดับขั้นของเขา เพื่อให้เหล่าผู้ยิ่งใหญ่จากสำนักเร้นกายอื่นยอมรับหลินเฟิง
ขอเพียงเหล่าผู้ยิ่งใหญ่ยอมรับหลินเฟิง เขาก็จะปลอดภัย
ใครจะรู้ว่าเรื่องทั้งหมดนี้ยังไม่ทันได้เริ่ม หลินเฟิงก็ดับสูญเสียแล้ว
เจินจั๋วไม่เชื่อ แม้นางจะโศกเศร้าจนแทบขาดใจ แต่ในส่วนลึกของจิตใจยังมีเสียงหนึ่งยืนหยัดอย่างไม่ยอมแพ้ หลินเฟิงจะตายไปเช่นนี้ไม่ได้
อัจฉริยะมิได้เป็นเพียงอัจฉริยะในการฝึกฝนวิชาเท่านั้น เมื่อต้องเผชิญกับความยากลำบากใด ๆ หลินเฟิงก็ยังคงเป็นอัจฉริยะ
อัจฉริยะเช่นนี้ไม่มีทางถูกทำลายลงโดยง่าย
เหลิ่งเฉวียนเองก็อยากเชื่อเจินจั๋ว ทว่าข่าวนี้มาจากชูฉิน ผู้อาวุโสฝ่ายวินัยแห่งเขาคุนอวี๋ นางมิใช่ศิษย์สำนักเร้นกายธรรมดา
นางเป็นผู้อยู่เบื้องบนของสำนักที่ล่วงรู้เค้าลางแห่งสวรรค์แล้ว ตำแหน่งสูงกว่าเจ้าสำนักอย่างเขาเหลิ่งเฉวียนเสียอีก
ผู้ใดจะกล้าไม่เชื่อ?
เจินจั๋วยืนกรานไม่ฟังคำเกลี้ยกล่อมของเหลิ่งเฉวียน มุ่งมั่นจะลงเขาไปตามหาหลินเฟิง
นางต้องได้พบหลินเฟิง ต่อให้ตายแล้ว อย่างน้อยก็ควรมีศพให้เห็นกระมัง
