หลินเฟิงมองดูแล้วพบว่าอาหารมีจำนวนจำกัด ส่วนข้าวนั้นมีมากมาย เพียงแต่กว่าจะถึงคิวพวกเขา อาหารหลายอย่างก็คงหมดไปเสียก่อน
หลินเฟิงไหนเลยจะยอมเสียเปรียบ เขาใช้นิ้วจิ้มแผ่นหลังเฉียวจวี้ซาน แล้วพยักพเยิด ส่งสัญญาณให้เฉียวจวี้ซานแซงคิวไปข้างหน้า
เฉียวจวี้ซานเข้าใจความหมายทันที ร่างมหึมาของเขาเบี่ยงออกจากแถว เดินอาด ๆ ไปข้างหน้า เย่เหลียงไฉกับหลินเฟิงตามติดอยู่ด้านหลัง
ฝูงชนที่กำลังต่อแถวรอรับอาหารอย่างเงียบ ๆ พลันส่งเสียงฮือฮาด้วยความประหลาดใจ ทุกคนเบิกตากว้าง มองคนทั้งสาม
แม้แต่ผู้ดูแลความเป็นระเบียบก็ยังยืนตะลึง ไม่รู้ว่าพวกเขาคิดจะทำอะไร
เฉียวจวี้ซานเดินอาด ๆ ไปหยุดด้านหลังกลุ่มยามคุ้มกันกลุ่มหนึ่ง ก่อนเบียดแทรกเข้าแถวไปอยู่ด้านหน้าพวกเขา
ยามคุ้มกันกับคนเดินทางนำขบวนกันได้ไม่ยาก เพราะเสื้อผ้าที่สวมใส่ต่างกัน
หลินเฟิงลอบพยักหน้า เฉียวจวี้ซานผู้นี้รู้จักประมาณตน ไม่ต้องให้เขาส่งสัญญาณก็รู้ว่าอย่าทำเกินไป แทรกอยู่หลังยามคุ้มกันกำลังเหมาะ
ถึงกระนั้น เหล่าคนเดินทางนำขบวนเข้าแถวอย่างเป็นทางการก็ยังไม่พอใจ เดิมทีพวกเขายังพอมีหวังได้กินเศษอาหารที่เหลือ หากโชคดีอาจได้เนื้อสักหน่อย
แต่พอคนทั้งสามแทรกคิวเข้ามา ความหวังนั้นก็ยิ่งริบหรี่
พวกเขาพากันส่งเสียงโวยวายขึ้นทันที
“เฮ้! พวกมาใหม่ไปต่อท้ายแถว อย่าแซงคิว...”
ผู้ดูแลความเป็นระเบียบรีบวิ่งมาทางนี้ พลางตะโกนเสียงดังไปด้วย
“นี่ พวกเจ้าน่ะ ไปต่อท้ายแถว ที่นี่ห้ามแซงคิว”
ทั้งสามยืนทำเป็นไม่ได้ยิน
กระทั่งชายผู้นั้นวิ่งมาถึงตรงหน้า แล้วยื่นมือไปคว้าแขนเฉียวจวี้ซาน
เฉียวจวี้ซานหันไปถลึงตามองเขา เผยท่าทางดุดันออกมาอย่างเต็มที่
