ครั้นเห็นเวลาล่วงเลยยามจื่อมาแล้วหนึ่งเค่อ จงอู๋จี๋จึงผ่อนคลายทั่วร่าง ส่ายหน้ายิ้ม
“ฮ่า ๆ นังหนูนี่กล้าหลอกข้า ฮ่า ๆ ๆ...”
เขาหัวเราะเยาะตนเอง รู้อยู่แล้วว่าเรื่องที่หลิ่วซูเสวี่ยรับปากไว้เชื่อถือไม่ได้ ทว่าตนก็ยังเชื่อคำพูดของนาง
“เฮ้อ สตรีงามทั่วหล้าล้วนเชื่อถือไม่ได้...”
จงอู๋จี๋กางแขนทั้งสองข้าง ยืดเส้นยืดสายที่อ่อนล้าเต็มกำลัง ครั้นหันกลับมา พลันชะงักงัน
ตรงโต๊ะน้ำชาด้านหลังเขา มีชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่แล้ว กำลังถือถ้วยชา จิบช้า ๆ
“ไม่ทราบว่าสตรีงามที่แม่ทัพจงกล่าวถึง คือหลิ่วซูเสวี่ยหรือ?”
หลินเฟิงมองจงอู๋จี๋ด้วยสีหน้าอ่อนโยน
จงอู๋จี๋นิ่งงันอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเก็บแขนทั้งสองข้างที่เหยียดออกมาอย่างกระอักกระอ่วน สีหน้าแปรเปลี่ยนเป็นฉงน แล้วกวาดตามองหลินเฟิงตั้งแต่หัวจรดเท้า
เมื่อพิจารณารูปโฉมและกิริยาของคนตรงหน้า แม้จะต่างจากภาพเล่าลืออยู่บ้าง แต่ก็ใกล้เคียงกันมาก คนผู้นี้คงเป็นหลินเฟิงตัวจริงอย่างไม่ต้องสงสัย
“หากจงผู้นี้คาดเดาไม่ผิด ท่านคือหลินเฟิง ถ่งหลิ่งกองทัพเจิ้นซี ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แห่งต้าจง ท่านอ๋องหลินใช่หรือไม่?”
หลินเฟิงพยักหน้าเบา ๆ “เป็นหลินเฟิงตัวจริง ได้ยินซูเสวี่ยบอกว่าเจ้าอยากพบข้า?”
จงอู๋จี๋หันกาย ก้าวยาวไปยังประตูห้องหนังสือ ดึงบานประตูเปิดออก แล้วยื่นหน้าออกไปมองสองครั้ง
ยามดึกสงัด ภายในลานเล็กหน้าห้องหนังสือมีเพียงคนรับใช้คนหนึ่ง เอนพิงกำแพงลานหลับสัปหงกอยู่
จงอู๋จี๋ถอยกลับเข้าห้อง ปิดบานประตูเบา ๆ แล้วเดินไปนั่งตรงข้ามหลินเฟิงที่โต๊ะน้ำชา
“สมคำเล่าลือว่ากล้าหาญเยี่ยงวีรบุรุษ ท่านอ๋องหลินถึงกับบุกนครหลวงเพียงลำพัง จงผู้นี้เลื่อมใสยิ่งนัก”
