ไกลออกไปมีม้าศึกควบทะยานมาอย่างรวดเร็ว มองจากระยะไกลเห็นม้าศึกสี่ตัวตะกุยฝุ่นตลบเป็นทางยาว ราวกับมังกรสีเหลืองตัวหนึ่ง พุ่งตรงมาทางนี้
กองปราบโจรหมู่หนึ่งซึ่งประจำอยู่ริมสุดรีบขึ้นม้า ตั้งขบวนเตรียมรับมือ บ้างโก่งคันธนูขึ้นศร บ้างถือทวนเฝ้ามอง
ตรงหัวแถวของมังกรสีเหลือง มีคนตะโกนเสียงดัง
“พี่ใหญ่ มีซุ่มโจมตี! พวกโจรสลัดซุ่มโจมตีอยู่...”
พร้อมเสียงตะโกนนั้น ปู้หยุนถิงก็นำหน้า ควบม้าขึ้นเนินลาดมาอยู่ตรงหน้าหลินเฟิง ก่อนจะกระโดดลงจากหลังม้า
ฝีเท้าของเขาซวนเซ เกือบล้มคว่ำ
โชคดีที่เผยชีอินซึ่งอยู่ข้างกายเข้ามาประคองไว้ จึงยืนทรงตัวได้
“พี่ใหญ่ พวกโจรสลัดซุ่มโจมตีอยู่ มีคนหลายพันซุ่มรอบท่าเรือเมืองอำเภอปู้โข่ว พวกเราเกือบถูกล้อมไว้แล้ว”
หลินเฟิงมองปู้หยุนถิงผู้มีสีหน้าร้อนรนอย่างสงบนิ่ง สังเกตเห็นว่าเกราะของเขายุ่งเหยิงอยู่บ้าง แม้แต่ตามรอยแยกยังมีกลิ่นคาวเลือดลอยออกมา
“บาดเจ็บหรือ?”
เผยชีอินยื่นมือไปประคองปู้หยุนถิง
“แผ่นหลังถูกธนูยิง นอนคว่ำลง ข้าจะจัดการแผลให้”
ปู้หยุนถิงก้มตัวลงนอนคว่ำบนพื้นหญ้ารก ครานี้ทุกคนจึงเห็นชัดว่าแผ่นหลังของเขามีลูกธนูขนปีกด้ามหักปักอยู่ หัวศรฝังเข้าไปบริเวณหัวไหล่ด้านหลัง แต่ไม่ได้โดนจุดสำคัญ
ในบรรดาทหารสามนายที่ติดตามปู้หยุนถิงมา มีนายหนึ่งฟุบอยู่บนหลังม้า ทั้งแผ่นหลังของคนและสะโพกของม้าศึกต่างมีลูกธนูขนปีกปักอยู่หลายดอก
อีกสองนายไม่ได้ถูกธนูยิง ทว่าม้าศึกถูกยิงจนบาดเจ็บ แต่ก็ยังฝืนควบกลับมาได้
เหล่าทหารรีบช่วยกันรักษาบาดแผลให้พวกเขา
กองปราบโจรไม่จำเป็นต้องมีหมอติดตาม ทุกคนล้วนมีความสามารถในการจัดการบาดแผล
นี่เป็นทักษะที่ต้องเรียนรู้ให้ได้ในหลักสูตรฝึกฝนซึ่งหลินเฟิงกำหนดไว้
