เหนือเมืองมีควันหนาทึบลอยคลุ้ง ทั่วทั้งเมืองเกิดเพลิงไหม้หลายแห่ง ศพเกลื่อนกลาด ที่มีจำนวนมากยิ่งกว่าคือชาวบ้านและแรงงานที่ติดตามขบวนรถมา
ภาพเบื้องหน้าอเนจอนาถจนมิอาจทนมอง
ยามหลินเฟิงกับพวกอีกสามคนสังหารฝ่าวงล้อมกลับมาถึงที่พักของตระกูลต้วน ก็พบว่าโจรสลัดเริ่มบุกโจมตีที่นี่อีกครั้ง ครั้นเห็นว่ายามเฝ้าจวนต้านทานไม่ไหว ชายฉกรรจ์ดุร้ายสี่คนก็ปรากฏกายขึ้น
โจรสลัดบางคนเคยเห็นพวกเขามาก่อน จึงตะโกนขึ้นเสียงหนึ่ง เหล่าโจรสลัดโดยรอบพากันถอยกรูราวกระแสน้ำ กระจัดกระจายหนีไปคนละทิศละทาง
เมื่อเผยชีอินกับพวกก้าวเข้าไปในห้อง สิ่งแรกที่เห็นคือเจ้าหน้าตายซึ่งนั่งอยู่ตรงมุมห้อง เย่เหลียงไฉพุ่งเข้าไปกอดเขา ก่อนจะตบหลังด้วยความยินดี
เจ้าหน้าตายเจ็บจนเหงื่อซึม ทว่ากลับส่งเสียงร้องไม่ออก
หลินเฟิงรีบร้องห้าม “อย่าขยับเขา มีบาดแผลอยู่”
เย่เหลียงไฉจึงเพิ่งตระหนัก รีบหยุดมือ แล้วลูบปลอบเจ้าหน้าตายอย่างแผ่วเบา
ต้วนจิ่งชิวมองทั้งสามคนด้วยความสงสัย
หลินเฟิงแนะนำว่า “นี่คือพี่น้องร่วมสาบานของข้า ล้วนเป็นคนในยุทธภพ”
จากนั้นหันไปกล่าวกับเผยชีอินและคนอื่น ๆ “ท่านนี้คือเถ้าแก่ใหญ่แห่งตระกูลต้วนในลั่วเฉิง ต้วนจิ่งชิว เป็นสหายที่ข้าเพิ่งรู้จัก”
แม้ต้วนจิ่งชิวจะอดทอดถอนใจในความสูงใหญ่กำยำของเฉียวจวี้ซานไม่ได้ แต่สายตากลับจับจ้องเผยชีอิน
สตรีวัยกลางคนผิวคล้ำผอมแห้งผู้นี้ แม้หน้าตาไม่สะดุดตา ทว่าดวงตากลับวาววับ เผยบุคลิกพิเศษที่ทำให้ผู้คนมิอาจดูแคลน
เย่เหลียงไฉดูธรรมดาที่สุด เป็นบุรุษหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา เพียงมองก็สัมผัสได้ว่าฝีมือว่องไวคล่องแคล่ว
