เมื่อผู้อาวุโสชุดดำเห็นเช่นนั้น ก็หัวเราะหึ ๆ
“พวกเจ้าสู้ให้นางเข้ามาประมือดูสักตั้งไม่ดีกว่าหรือ จะไปเร็วหรือช้า อย่างไรก็ต้องไปอยู่ดี”
เยี่ยนเสี่ยวอี่กล่าวอย่างเคียดแค้นว่า “ท่านผู้อาวุโส ข้ากับท่านไร้ความแค้นต่อกัน เหตุใดจึงต้องเข่นฆ่ากันให้สิ้นซาก?”
ผู้อาวุโสชุดดำหัวเราะเย็นชา “ฆ่าคน ยังต้องมีเหตุผลอันใดด้วยหรือ?”
เยี่ยนเสี่ยวอี่เข้าใจดีว่า คืนนี้เห็นทีคงหนีไม่พ้นเคราะห์ร้าย ไม่รู้ว่าพี่ใหญ่ของตนไปอยู่ที่ใด จนป่านนี้ก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงา
“ได้ เพียงแต่ท่านผู้อาวุโสรู้หรือไม่ว่า พี่ใหญ่ของพวกเราก็เป็นคนจากสำนักเร้นกายเช่นกัน เขาคือเยี่ยนเสี่ยวเจี่ยแห่งสำนักเจี้ยนสิงไท่หาง”
ผู้อาวุโสชุดดำส่ายหน้า “ผู้ใดเข้าสู่สำนักเพื่อบำเพ็ญเพียร จำต้องตัดขาดจากเรื่องทางโลกและยึดมั่นในจิตเดิมแท้ จึงจะสร้างความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ได้”
กล่าวพลางกวาดตามองทุกคน
“หากยังห่วงใยพวกเจ้า ก็คงไม่มีอนาคตอันใด ให้ข้าผู้นี้ช่วยตัดขาดเยื่อใยทางโลกแทนเขา ส่งเสริมให้ก้าวหน้าไปอีกขั้นเถิด”
กล่าวจบก็แสยะยิ้ม ร่างพลันวูบไหวแล้วหายไปจากที่เดิม
ชั่วพริบตาต่อมา เยี่ยนเสี่ยวเกิงซึ่งยืนขวางอยู่เบื้องหน้าเยี่ยนเสี่ยวติงก็ส่งเสียงร้องโหยหวน ร่างลอยละลิ่วออกไปด้านข้าง กระแทกซากกำแพงที่พังทลายห่างออกไปสิบกว่าก้าว แล้วแน่นิ่งไร้เสียง
คนอื่น ๆ ยังไม่ทันได้ตอบสนอง เยี่ยนเสี่ยวจี่ก็ครางอู้อี้ ร่างลอยตามออกไปเช่นกัน
เยี่ยนเสี่ยวติงวาดดาบฟันขวาง ทว่าก็เป็นเพียงการเคลื่อนไหวตามสัญชาตญาณ นางไม่อาจระบุตำแหน่งของผู้อาวุโสชุดดำได้
ชั่วพริบตาต่อมา ใบหน้าเรียวยาวของผู้อาวุโสชุดดำก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเยี่ยนเสี่ยวติง รอยยิ้มประหลาดนั้นทำให้นางขนลุกซู่ไปทั้งกาย
