ว่านเหยียนอันซวี่หันไปมองกระโจมหลังหนึ่งซึ่งอยู่ไม่ไกล
ที่นั่นเป็นที่พักของเวินกู่ซุน
กระโจมตั้งโดดเดี่ยวอยู่ท่ามกลางม่านฝน ก่อนจะค่อย ๆ เลือนรางไปในสายฝนกระหน่ำ
ถึงเวลาแล้ว ว่านเหยียนอันซวี่โบกมือ “ออกเดินทัพ บุกค่ายอีกฝ่ายเต็มกำลัง!”
เขายังไม่เข้าใจนักว่าเหตุใดเวินกู่ซุนจึงสั่งให้ตนเริ่มโจมตีในยามบ่ายคล้อย
ฝนตกหนักเช่นนี้หาได้ยาก ทั้งยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะแก่การทำศึก
กองทัพจำนวนมากทะลักออกจากประตูค่ายที่เปิดกว้าง ท่ามกลางเสียงตะโกนเรียกของเหล่าหัวหน้าแต่ละฝ่าย
ฝนเทลงมาราวกับฟ้ารั่ว กระทบเกราะจนไอสีขาวลอยขึ้นเป็นระลอก
ม้าศึกย่ำเท้าระส่ำระสาย ฝ่าสายลมและสายฝนพุ่งไปข้างหน้า
ทหารลาดตระเวนของเว่ยเป้ามาถึงค่ายของฉู่เจียวและเซี่ยจ้งเพื่อส่งข่าวก่อนแล้ว
ค่ายทหารเกราะหนักสวมเกราะเตรียมพร้อมรบเรียบร้อย
รถศึกหลายสิบคันถูกลากมาจอดไว้หน้าประตูค่าย
ล้อรถหนักอึ้งบดพื้นเป็นร่องลึกหลายสาย ประกอบกับสายฝน ทำให้พื้นดินเละเป็นโคลนยากแก่การสัญจร
พลม้าศึกของค่ายทหารเกราะหนักก็เคลื่อนตัวอย่างยากลำบาก เหยียบลงไปบ้างจมลงไปบ้าง พลางหาตำแหน่งของตน
สีหน้าของฉู่เจียวและเซี่ยจ้งเคร่งขรึมยิ่ง
สภาพอากาศเช่นนี้สร้างปัญหาให้กองกำลังของทั้งสองไม่น้อย
ทั้งความเร็วในการบุกและความคล่องตัวลดลงไปสามส่วน
หลินเฟิงยืนอยู่บนกำแพงเมือง เฉิงเหลียงกางร่มกระดาษเคลือบน้ำมันให้เขา ทว่ากันฝนได้เพียงเล็กน้อย
คนอื่น ๆ ล้วนยืนตากฝนโดยไม่มีสิ่งใดกำบัง ไม่สนใจทัศนวิสัยที่พร่าเลือน ต่างเฝ้ารอคำสั่งจากหลินเฟิงอย่างสงบ
ยามนี้หลินเฟิงเริ่มเข้าใจเรื่องราวขึ้นมาบ้างแล้ว
